รัฐบาลรับทราบมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอย่างเคร่งครัด เตรียมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำหลาก ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้น
ตามปกติประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมจนถึง 31 ตุลาคมของทุกปี ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน และสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป
สำหรับปีนี้ กำหนดบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานเน้นย้ำ 9 มาตรการสำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนจากภัยธรรมชาติ ซึ่งมีสภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์ เอลนีโญรวมอยู่ด้วย
สถานการณ์น้ำท่วมและฝนทิ้งช่วงย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ และภาคการเกษตร การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การแจ้งเตือนที่แม่นยำ และการบูรณาการทำงานจะช่วยให้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ดีที่สุด
สําหรับมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วยการคาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและสถานการณ์น้ำ จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วง พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยให้เข้าถึงได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตล่วงหน้า
เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และบุคลากร ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสำรวจ ซ่อมแซม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ
ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ เขื่อน ทำนบ และพนังกั้นน้ำ พร้อมจัดทำแผนสำรองและแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดความเสียหายหรือเกิดน้ำหลากฉับพลัน โดยดำเนินการอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืชลอยน้ำ และขุดลอกทางระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เปราะบาง
จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดเตรียมศูนย์พักพิง พื้นที่อพยพ อุปกรณ์ยังชีพ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง
เร่งเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำช่วงปลายฤดูฝนเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินให้เต็มศักยภาพและมีความพร้อม
การติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมก็ยิ่งมีความสำคัญ เพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด