บทบรรณาธิการ
การชุมนุมหลักพันของชาวเชียงใหม่แสดงจุดยืนขอคืนผืนป่าดอยสุเทพและรื้อบ้านพักตุลาการเมื่อสุดสัปดาห์ มีรายงานทั้งทางสื่อในประเทศและสื่อต่างประเทศว่าเป็นการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติยึดอำนาจเมื่อปี 2557 และมีกฎระเบียบห้ามชุมนุมมากกว่า 5 คนขึ้นไป
การอนุญาตของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้มาจากเหตุผลว่ากรณีนี้เป็นประเด็นทางสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง อีกทั้งมีหนังสือขออนุญาตชุมนุมประท้วงอย่างถูกต้อง
ส่วนการนัดแนะแสดงออกของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่จะมีวันที่ 5 พ.ค. แน่นอนว่าถูกพิจารณาเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีผลต่อความสงบเรียบร้อย
ในขณะที่รัฐบาลแสดงเจตจำนงว่าต้องการบริหารงานแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีอุปสรรค
มาตรการสำหรับเจ้าหน้าที่ระบุว่า จะทำความเข้าใจในลักษณะพูดคุย ด้วยความเชื่อว่าการชุมนุมอาจก่อให้เกิดสถานการณ์ที่วุ่นวายสับสน หรือก่อกระแสความวุ่นวาย
ทั้งๆ ที่หลายๆ เหตุการณ์ของการชุมนุมเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพื่อแสดงเสียงและแสดงจุดยืนร่วมกันของกลุ่มคนที่ต่างต้องการนำเสนอประเด็นให้ผู้คนในสังคมร่วมกันตัดสิน
กรณีขอคืนผืนป่าดอยสุเทพที่มีการชุมนุม แสดงจุดยืนและข้อเรียกร้อง แม้เป้าหมายหลักคือ สิ่งแวดล้อม แต่กระบวนการแสดงออกเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการเมืองโดยปกติ
ดังนั้นเมื่อปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง เจ้าหน้าที่เพียงทำหน้าที่อำนวยความปลอดภัยให้ประชาชน จึงไม่ได้เกิดปัญหาอะไร
การชุมนุมแสดงออกทางการเมืองโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ปรากฏเป็นปกติในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
เป็นเพียงการแสดงออกความคิดเห็นตามสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อให้คนในสังคมรับรู้เท่ากัน ส่วนจะให้ความสนใจหรือไม่และจะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นสิทธิของแต่ละคน
แต่ที่ผ่านมาเป็นปัญหาเพราะเกิดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนต่างกัน ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และเกิดคำถามถึงความเท่าเทียมกัน
หากเจ้าหน้าที่รัฐยังคงมีความคิดพิจารณาและปฏิบัติเหมือนเดิม ก็น่าสงสัยว่าจะปรองดองกันอย่างไร