นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุถึงการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการป้องกันและควบคุม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติภัยสาธารณะ ที่ล่าสุดกรณีเพลิงไหม้ร้านโรงเบียร์ใจกลางกทม. มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมนับร้อยราย

โดยมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษา เพื่อปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับจัดโซนนิ่งสถานบริการบันเทิง ให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับยุคสมัย โดยต้องดูทุกมิติ ทั้งสภาพสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และการทำมาหากิน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดเวลาปิดเปิด สถานที่ตั้ง การเปิดเพลง การเต้นรำ การแสดงดนตรี หรือมหรสพ การขอใบอนุญาต และการตรวจสอบประจำปี เป็นต้น

นายกฯ ยืนยันที่ผ่านมาเข้มงวดตลอด แต่ที่เกิดเหตุซ้ำซาก เพราะคนตั้งใจทำผิดกฎหมาย

สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนดำเนินคดี และการหาสาเหตุเพลิงไหม้นั้น มีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมา เพื่อควบคุมดูแลสำนวนคดีให้มีความรัดกุมและโปร่งใส

โดยแบ่งการสอบพยานบุคคลและผู้เกี่ยวข้อง 6 กลุ่ม 1.กลุ่มเจ้าของผู้ประกอบการ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์การครอบครอง สัญญาเช่า การบริหารจัดการ 2.กลุ่มพนักงานในร้าน 3.กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงผู้ประสบภัยที่หนีรอดชีวิต

4.กลุ่มพิสูจน์หลักฐาน แพทย์นิติเวช 5.กลุ่มกู้ภัยและดับเพลิง และ 6.กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น เช่น สำนักงานเขต การไฟฟ้าฯ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องด้านกฎหมาย และระบบสาธารณูปโภค

ตำรวจย้ำด้วยว่า หากพบหลักฐานมีการดัดแปลงอาคาร ล็อก หรือปิดกั้นประตูหนีไฟ ก็เตรียมแจ้งหาเพิ่มนอกเหนือจากข้อหาประมาท

นอกจากกรณีเพลิงไหม้โรงเบียร์ โศกนาฏกรรมหมู่สลดครั้งนี้แล้ว ที่ผ่านมาก็ปรากฏเหตุอุบัติภัยหลายครั้ง นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตในครั้งเดียวจำนวนมาก

อาทิ เพลิงไหม้ผับกลางกรุง ปี 2552 เพลิงไหม้ผับที่อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ปี 2565 หรือกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟที่จ.นครราชสีมา เมื่อเดือนม.ค.2569 และขบวนรถไฟชนรถเมล์ที่จุดตัดในกทม. เมื่อเดือนพ.ค.2569

นอกจากความสูญเสีย ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เนื่องจากสะท้อนถึงความไม่มีมาตรฐานในหลายๆ ด้านของไทย

จากโศกนาฏกรรมล่าสุด ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐ ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติภัยสาธารณะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน