คดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เคยถูกจับตาว่าเป็นคดีอาชญากรรมทางการเมืองที่มีความซับซ้อน แต่เมื่อแนวสืบสวนพบว่าอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนราชการที่มีข้อมูลว่าถูกจำหน่ายและทำลายไปแล้ว
คดีก็ยกระดับจากคดีอาชญากรรมธรรมดา กลายเป็นคำถามต่อระบบควบคุมอาวุธของรัฐและความน่าเชื่อถือของหน่วยงานด้านความมั่นคงทันที
การที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร นำโดย รังสิมันต์ โรม เตรียมลงพื้นที่กรมสรรพาวุธทหารเรือ พร้อมเชิญเจ้ากรม ผบ.หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เข้าชี้แจง จึงไม่ใช่แค่การตรวจสอบขั้นตอนทางธุรการ
แต่เป็นการไล่เรียงเส้นทางอาวุธปืนตั้งแต่การรับมอบ แจกจ่าย ส่งคืน ตรวจรับ จำหน่าย ทำลาย ไปจนถึงพื้นที่ใช้ฝังกลบ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ปืนเอ็ม 16 เอ 1 หมายเลข 8122935 หากเอกสารระบุว่าปืนถูกส่งคืนและทำลายแล้ว เหตุใดปืนกระบอกเดียวกันจึงไปโผล่อยู่ ในมือคนร้ายได้
คำตอบอาจเป็นไปได้หลายทาง ตั้งแต่การปลอมเอกสาร การตรวจรับที่ไม่รัดกุม การสวมแทนอาวุธการลักลอบนำออกจากระบบ การนำไปขาย ซึ่งทุกสมมติฐานล้วนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น หากอาวุธของราชการรั่วไหลไปใช้ก่อเหตุลอบสังหารนักการเมืองได้ย่อมทำให้สังคมตั้ง ข้อสงสัยได้ว่า ยังมีอาวุธหายไปจากระบบและตกอยู่ในมือกลุ่มอิทธิพล เครือข่ายอาชญากรรม อีกมากน้อยเท่าใด
ดังนั้น การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการจึงไม่ใช่แค่ปืนกระบอกเดียว แต่ตรวจสอบว่าระบบควบคุมยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานมีช่องโหว่ตรงไหน ใครต้องรับผิดชอบ และต้องอุดช่องโหว่นี้อย่างไร
อีกด้านหนึ่ง แนวทางการสืบสวนที่ผ่านมายังชี้ให้เห็นว่า คดีนี้มีลักษณะการวางแผนเป็นเครือข่ายสั่งการเป็นทอดๆ มีผู้ร่วมก่อเหตุหลายฝ่าย และมีข้อมูลที่พาดพิงถึงบุคคลในหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงบทบาทของกอ.รมน.
ยิ่งทำให้สังคมจับตาว่า คดีนี้จะหยุดอยู่แค่ผู้ลงมือปฏิบัติการ หรือจะขยายผลไปถึงตัวผู้สั่งการหรือ ผู้บงการที่แท้จริง
คดีลอบสังหารสส.กมลศักดิ์ จะเป็นบทพิสูจน์ว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถสาวถึงต้นตอของ เครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้มากเพียงใด ประชาชนจึงควรร่วมกันติดตามทุกประเด็นคืบหน้า
เพราะคำตอบสุดท้ายของคดีไม่ควรมีแค่ชื่อของผู้ลงมือ แต่ควรนำไปสู่ผู้บงการตัวจริงและเปิดเผยความเชื่อมโยงของเครือข่ายที่สังคมเฝ้าตั้งคำถามมาตลอด