ภาคประชาชน โดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วสว. ให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน
โดยผู้ยื่นระบุว่า ได้เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานมาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งนอกจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเรื่องนี้แล้ว เห็นว่ายังมีฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เนื่องจากคดีฮั้วสว. มีบุคคลสำคัญในรัฐบาลถูกกล่าวหาด้วย
สำหรับรายชื่อบุคคลที่ภาคประชาชนยื่นให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ นำโดยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส.พรรคแกนนำรัฐบาล และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งหมด 9 คน
ต้องติดตามกันต่อไปว่า การตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้านต่อคดีฮั้วสว. จะนำไปสู่อะไร และจะมีผลอะไรหรือไม่
จากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และพรรคฝ่ายค้านนั้น นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. ระบุว่าไม่มีอะไรน่าหนักใจ ขอให้วางใจ การพิจารณาสำนวนเป็นไปตามกรอบระยะเวลา เหลือการพิจารณาอีก 4 ครั้ง และมีความคืบหน้าไปมากแล้ว
เช่นเดียวกับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 1 ใน 7 กกต. ร่วมยืนยันการพิจารณาสำนวนมีความคืบหน้า โดยตั้งข้อกล่าวหา 7 ข้อหา และกำลังไล่ไปเรื่อยๆ
ขณะนี้เหลือส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงถึงนักการเมือง คาดว่าจะพิจารณาในช่วงกลางเดือนส.ค. และอยากให้จบภายในเดือนส.ค. ไม่น่าจะขยายเวลาแล้ว
เป็นข้อชี้แจงจากกกต. โดยย้ำชัดเจนการพิจารณาสำนวนคดีฮั้วสว.มีความคืบหน้า และไม่มีอะไรน่าหนักใจ
ฮั้วสว.เป็นคดีใหญ่ และอื้อฉาวทางการเมือง เนื่องจากสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทบต่อกระบวนการทางประชาธิปไตย
หลังกกต.รับเรื่องไว้พิจารณา จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 จนนำไปสู่ความเห็นสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แบ่งเป็นกลุ่มสว.และผู้สมัครสว. 186 ราย และกลุ่มเครือข่ายนักการเมือง 43 ราย
แต่ต่อมากกต.ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36 และมีมติเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความผิด จากนั้นส่งสำนวนให้ 7 กกต. พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมหรือไม่
เนื่องจากคดีนี้มีการเปิดพยานหลักฐานอย่างมากมายต่อเนื่องมาเป็นปีๆ เป็นที่รับรู้ในหมู่ประชาชนวงกว้าง ทางออกที่ดีที่สุดไม่ฝืนกระแสสังคม จึงควรสั่งฟ้องทั้ง 229 ราย เข้าสู่ชั้นศาลพิสูจน์ความถูกผิด ไม่ใช่ตัดตอน หรือเลือกฟ้องเฉพาะบางราย