การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนรอบใหม่ คือภาพสะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบสวัสดิการไทย เมื่อความตั้งใจของรัฐที่จะคัดกรอง “คนจนจริง” กลับสร้างความโกลาหลให้กับคนที่รัฐตั้งใจจะช่วย

รัฐบาลยืนยันการปรับเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อตัด “คนจนปลอม” ออกจากระบบ และเปิดโอกาสให้คนจนที่ตกสำรวจได้เข้าถึงสิทธิ์บัตรคนจนเพิ่มอีกกว่า 2.3 ล้านคน

โดยหลักการแล้วถือว่าไม่ผิด เพราะเงินภาษีแผ่นดินควรตกไปถึงมือคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่คนที่ฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของระบบ แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีการในการคัดกรอง เมื่อเงื่อนไขถูกตั้งไว้แข็งเกินไป บวกกับระบบตรวจสอบที่ล้าหลัง

ทำให้คนจนจำนวนไม่น้อยถูกตัดสิทธิ์ทั้งที่มีฐานะยากลำบาก

หลายคนเพิ่งรู้ว่ามีชื่อเป็นกรรมการบริษัท มีชื่อถือหุ้น มีรถยนต์ มีที่ดิน ทั้งที่ตัวเองไม่เคยรับรู้มาก่อน เพราะถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนบุคคลไปสวมสิทธิ์ทำธุรกรรม

เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของชาวบ้าน แต่กลับกลายเป็นภาระที่ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง ปัญหายิ่งซับซ้อนเพราะประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลภาครัฐที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย คลัง คมนาคม และหน่วยงานอื่นต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างตรวจสอบ เมื่อข้อมูลไม่เชื่อมกัน การคัดกรองย่อมผิดพลาดได้ง่าย สุดท้ายคนจนจริงเป็นผู้รับผลกระทบ

อีกประเด็นคือ กระทรวงการคลังไม่มีแผนรองรับการอุทธรณ์สิทธิ์ตั้งแต่ต้น ทั้งที่รู้ดีว่าการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ย่อมมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก จนต้องมาเร่งตั้งศูนย์วันสต๊อปเซอร์วิสภายหลังเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ความโกลาหลในการลงทะเบียนสิทธิ์คนจนสะท้อนว่าการวางแผนของรัฐยังไม่รอบคอบเพียงพอ ระบบสวัสดิการที่ดีไม่ได้วัดจากความเข้มงวดของหลักเกณฑ์กติกาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความแม่นยำ ความเป็นธรรม และความสามารถในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนตัวจริงได้โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

เสียงโอดครวญของคนยากจนผู้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นแค่ปัญหาเฉพาะหน้า

แต่เป็นสัญญาณเตือนให้รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบฐานข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน และอุดช่องโหว่การสวมสิทธิ์อย่างจริงจัง

รัฐบาลต้องไม่ให้ประชาชนคนยากคนจนต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อนทั้งจากมิจฉาชีพที่แอบอ้างนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้หาประโยชน์ และจากความบกพร่องของระบบราชการ แม้จะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของรัฐก็ตาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน