แนวทางใหม่ของศาลยุติธรรมในการบังคับโทษปรับคดีอาญา เป็นพัฒนาการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถทำงานบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์แทนชำระค่าปรับ
คิดอัตรา 500 บาทต่อวัน พร้อมเปิดช่องให้ผ่อนชำระหรือขยายเวลาชำระได้ตามฐานะ พร้อมย้ำว่าการกักขังแทนค่าปรับต้องเป็นมาตรการสุดท้ายเท่านั้น
ที่ผ่านมาผู้ต้องโทษจำนวนไม่น้อยไม่ได้หลีกเลี่ยงการรับผิด แต่ติดปัญหาไม่มีเงินจ่ายค่าปรับในทันที จนต้องถูกกักขังทั้งที่ความผิดหลายกรณีมีเพียงโทษปรับ การสูญเสียอิสรภาพเพราะความยากจน จึงกลายเป็นภาระหนักกว่าความผิดที่ก่อ
และยังส่งผลกระทบต่อครอบครัว การทำงานและโอกาสในการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
แนวทางที่ศาลยุติธรรมนำมาใช้สะท้อนหลักคิดที่ถูกต้อง คือแยกแยะระหว่างการลงโทษกับการซ้ำเติม ผู้กระทำผิดยังต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน แต่สามารถชดใช้คืนแก่สังคมผ่านการทำงานบริการสังคม เช่น
การดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กกำพร้า งานด้านการศึกษา งานช่าง หรือแม้แต่การอบรมพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมสร้างประโยชน์แก่สังคม มากกว่านำคนไปกักขังโดยไม่ก่อให้เกิดคุณค่าใดๆ
ที่สำคัญ ศาลไม่ได้เปิดช่องให้ทุกคดีใช้มาตรการนี้ได้ทั้งหมด ยังมีข้อยกเว้นสำหรับคดีที่มีเจตนาทุจริต หรือความผิดที่กฎหมายมุ่งลงโทษทางทรัพย์สิน คดีฉ้อโกงประชาชน คดียาเสพติด คดีฟอกเงิน หรือคดีเกี่ยวกับสถาบันการเงิน
เพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดคดีร้ายแรงได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนเอง
ศาลเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา มีการอนุญาตให้ทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับถึงร้อยละ 80 ของคำร้อง สะท้อนว่ามาตรการนี้ใช้ได้จริงและช่วยลดการกักขังที่ไม่จำเป็นได้อย่างเป็นรูปธรรม
การเปิดโอกาสให้ผ่อนชำระค่าปรับตามฐานะ ยังช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้มากขึ้น โดยไม่ปล่อยให้ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดว่าผู้ใดจะได้รับอิสรภาพหรือถูกจองจำ หลักคิดสำคัญของมาตรการนี้คือ ทำให้กฎหมายมีความยุติธรรมอย่างแท้จริง คนมีเงินกับคนไม่มีเงินไม่ควรได้รับผลของกฎหมายแตกต่างกัน
ภายใต้หลักการเดียวกัน ไม่ใช่เพียงศาลยุติธรรมในฐานะผู้ใช้อำนาจตุลาการ แต่รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหาร รัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ควรยึดหลักเดียวกันนี้ในการบริหารประเทศและออกกฎหมาย
นั่นคือการคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเสมอภาค ไม่แบ่งแยกคนรวยกับคนจน เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง