ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำพิพากษาแล้ว ในคดีที่จำเลยนำรถยนต์ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไปชำแหละ เพื่อทำลายพยานหลักฐานคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

ศาลระบุว่าเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นให้ไม่ต้องรับโทษ รวมถึงการทำให้พยานหลักฐานแห่งการ กระทำความผิดเสียหาย ซ่อนเร้น หรือสูญหาย และความผิดฐานรับของโจรเพื่อค้ากำไร

จึงพิพากษาจำคุก 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่กอ.รมน. ซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วย

เป็นความคืบหน้าสำคัญ สำหรับคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

คดีลอบยิงหมายสังหารนายกมลศักดิ์ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เกิดขึ้น เมื่อเดือนมี.ค.2569 ขณะที่เจ้าตัวกำลังเดินทางกลับบ้านที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีผู้ต้องหาหลายราย แบ่งเป็น กลุ่มก่อเหตุลงมือ 5 ราย และในส่วนผู้ที่คาดว่าอยู่เบื้องหลัง 2 ราย

โดยในส่วนของกลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นอดีตทหารพราน และนาวิกโยธิน ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังเป็นนายทหารกอ.รมน. ซึ่งมีหลักฐานว่าเป็นผู้นำรถของกอ.รมน.มาให้ผู้ต้องหามาใช้เป็นพาหนะก่อเหตุ

ที่สำคัญกว่านั้น นอกจากรถกอ.รมน.ก็ยังมีอาวุธปืนสงครามที่อยู่ในการครอบครองของทางราชการ ถูกนำมาใช้ก่อเหตุด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการอย่างเข้มข้นในการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุนักเรียนกราดยิงในโรงเรียน มีผู้เสียชีวิตจำนวนวนมาก

นอกจากควบคุมการครอบครองอาวุธปืนของบุคคลคนธรรมดา และเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว นายกฯ ยังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปราบจัดการกับอาวุธปืนผิดกฎหมายด้วย ก็นับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง

แต่สำหรับกรณีสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญไม่ใช่น้อย ที่จะทำอย่างไรในการควบคุมอาวุธปืน เพื่อที่จะไม่ถูกนำไปก่อเหตุความรุนแรง ดังเช่นกรณีสส.นราธิวาส

ดังนั้น นอกจากปืนผิดกฎหมาย และปืนในการครอบครองของบุคคลทั่วไปแล้ว ปืนของทางราชการก็ควรถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน