คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีคำสั่งแต่งตั้งให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ คดีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
โดยพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ระบุขณะนี้ป.ป.ช.ส่งข้อมูลเอกสารบางส่วนกลับมาให้ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อในอีกหลายประเด็น
ดังนั้น จะเร่งดำเนินการตามพยานหลักฐานที่ป.ป.ช.ส่งมา และจะรวบรวมผลการปฏิบัติงานส่งกลับให้ป.ป.ช.พิจารณาเช่นเดียวกัน โดยขอเวลาให้คณะทำงานและพนักงานสอบสวนได้ทำงานเพิ่มเติม
ผบช.ก.ยังระบุอีกด้วย คาดภายในสิ้นเดือนส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย.2569 จะมีความคืบหน้าทางคดีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่เป็นนายหน้าและผู้อยู่เบื้องหลัง
ก่อนหน้านี้ สำนักงานป.ป.ช.เคยแถลง จากการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน พบข้อเท็จจริงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับพวก มีส่วนเกี่ยวข้อง
โดยแก้ไขคะแนนสอบ และเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบ เพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้
อีกทั้งเรื่องดังกล่าว ยังเป็นเรื่องกล่าวหาที่มีความสำคัญระดับประเทศ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และยังเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง
เข้าลักษณะเป็นคดีพิเศษ ตามแนวทางในการพิจารณาและการบริหารคดีพิเศษ จึงนำเสนอคณะกรรมการป.ป.ช. พิจารณารับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ
ขณะเดียวกัน จากการรวบรวมพยานหลักฐานของกองปราบฯ นำไปสู่การดำเนินคดีกล่าวหาอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น กับพวกรวม 13 คน และกำลังเร่งดำเนินการต่อในกลุ่มนายหน้าและผู้อยู่เบื้องหลัง
นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยก็ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบผ่าน พบมีการแก้ไขกระดาษคำตอบมากถึง 5,925 รายชื่อ ก่อนมีมติเพิกถอน และให้ปลดออกจากราชการ พร้อมทั้งเตรียมดำเนินคดีอาญาด้วย
คดีทุจริตท้องถิ่น เป็นเรื่องอื้อฉาวในแวดวงราชการ เชื่อว่าต้องกระทำกันเป็นขบวนการใหญ่โตระดับชาติ ขณะนี้ป.ป.ช.ยกระดับเป็นคดีพิเศษ พร้อมทั้งดึงตำรวจกองปราบฯ เข้าร่วมเป็นกรรมการไต่สวนพิเศษด้วย
สังคมจึงคาดหวังว่า นอกจากผู้ต้องหาชุดแรก 13 คนแล้ว น่าจะยังมีผู้อยู่เบื้องหลังที่ใหญ่กว่าขึ้นไปอีกชั้น