เหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกันกว่า 50 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งการวางระเบิด เผาทำลายทรัพย์สิน ปล้นชิงและกราดยิงอย่างอุกอาจ
คือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตว่าความรุนแรงยังไม่หมดไป สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ต่อความมั่นคงของรัฐไทย ว่าการแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษไม่อาจใช้วิธีการเดิมๆ ได้อีกต่อไป
การแก้ปัญหานี้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ สิ่งที่ต้องทำทันทีคือควบคุมสถานการณ์ ยุติความพยายามก่อเหตุซ้ำซ้อนและเร่งจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม
ควบคู่ไปกับการเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา
นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงหลายคนชี้ตรงกัน ถึงสิ่งที่รัฐบาลต้องทำในระยะถัดไปภายหลังควบคุมสถานการณ์เฉพาะหน้าได้แล้วคือ การยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในเขตชุมชน สถานที่ราชการ พื้นที่เศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมสายหลัก อย่างเข้มงวด
และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การอุดรอยรั่วงานข่าวกรองและปรับแผนยุทธวิธี รัฐบาล กองทัพ และกอ.รมน. ต้องทบทวนความผิดพลาดด้านงานข่าวกรองเชิงลึกอย่างจริงจัง
ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีจัดวางกองกำลังในพื้นที่ให้มีความกระชับ ทันเกม ยืดหยุ่นสูง เน้นการทำงานเชิงรุกในการป้องปรามเพื่อระงับเหตุก่อนที่จะเกิดขึ้น มากกว่าการตั้งรับภายในฐานปฏิบัติการ
เนื่องจากเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นพร้อมกันกว่า 50 จุด ซึ่งต้องใช้กำลังคนก่อเหตุมากกว่า 100 คน สะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบเฝ้าระวัง
หัวใจสำคัญในการดับไฟใต้ คือ การทลายเงื่อนไขที่เอื้อต่อการสร้างความรุนแรง รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่น ยกระดับการศึกษา และนโยบายกระจายอำนาจที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การยอมรับวิถีชีวิตที่หลากหลาย
สร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส เพื่อลดความหวาดระแวงและสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ตลอดจนทบทวนกฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงให้สอดคล้องกับหลักสากล เพื่อไม่ให้ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม
บทเรียนจากอดีตชี้ชัดว่า การพึ่งพาเพียงกำลังทหารไม่อาจนำไปสู่ทางออกที่ถาวร หากต้องการสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนใต้ นอกจากการใช้กฎหมายเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง
แนวทางที่รัฐบาลต้องยึดมั่นควบคู่กันไปคือ อย่าละทิ้งหลักการพูดคุยเจรจาโดยเด็ดขาด