การมีผลบังคับใช้ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ.2569 ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นการวางกรอบปฏิบัติราชการกลางเกี่ยวกับการเนรเทศเป็นครั้งแรก เพื่อให้หน่วยงานรัฐมีแนวทางเดียวกันในการจัดการคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย หรือมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
เหตุผลหรือปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งออกระเบียบดังกล่าว มีตั้งแต่ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทุนสีเทาที่ขยายตัว แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐาน
รวมถึงคนต่างด้าวบางกลุ่มที่แม้จะเข้ามาอย่างถูกต้องแต่กลับลักลอบทำงาน ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้นอมินีแฝงตัวทำธุรกิจ ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งเศรษฐกิจและโอกาสของผู้ประกอบการไทย
รัฐจึงต้องมีกลไกคัดกรองและผลักดันบุคคลที่เป็นภัยออกจากประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ด้วยช่องโหว่แต่อดีตที่หน่วยงานรัฐไม่มีระเบียบปฏิบัติกลาง ทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานล่าช้า บางกรณีผู้ต้องขังต่างด้าวพ้นโทษแล้วแต่กระบวนการเนรเทศยังไม่เสร็จสิ้น เปิดช่องให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง
อีกทั้งรัฐยังต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว นักลงทุนและแรงงานต่างชาติ กับการป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดใช้ช่องทางดังกล่าวสร้างปัญหา ภายใต้หลักคิดที่ว่าต้อนรับคนดีแต่ก็ต้องจัดการคนทำผิด ควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำความผิดบางประเภท เช่น อยู่หรือเข้าประเทศผิดกฎหมาย ทำงานหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย ปลอมแปลงเอกสารราชการ หรือกระทำความผิดที่มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป
แม้จะได้รับโทษครบกำหนดและพ้นจากเรือนจำแล้วแต่ก็ยังสามารถถูกเนรเทศได้
สาระสำคัญของระเบียบนี้แม้จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐในการจัดการคนทำผิด โดยให้อำนาจ รมว.มหาดไทยพิจารณาสั่งเนรเทศคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือความผาสุกของประชาชน
แต่การใช้ระเบียบก็ต้องเดินคู่กับความรอบคอบ เพราะระเบียบกำหนดชัดว่าการเนรเทศต้องคำนึงถึงกฎหมาย พันธกรณีระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาไปพร้อมกับการเนรเทศ คือมาตรฐานการใช้อำนาจ หากคัดกรองไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ เลือกปฏิบัติ หรือเกิดการเรียกรับผลประโยชน์ ระเบียบที่ออกมาแก้ปัญหาอาจกลายเป็นปัญหาเสียเอง
การบังคับใช้ระเบียบนี้จึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่กระทบคนต่างชาติที่สุจริต รวมถึงดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานที่ถูกกฎหมายอีกด้วย