นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 1 ใน 7 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาชี้แจงถึงการลงมติของที่ประชุมกกต. ต่อกรณีคดีฮั้วเลือกสว. อย่างมีนัยยะสำคัญต่อสังคม
ภายหลังที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. แถลงผลการลงมติวินิจฉัย ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาไปยังศาลฎีกา โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสว.เพียงแค่ 26 คน จากทั้งหมด 138 คน
ที่สำคัญคือ กกต.มีมติไม่ส่งฟ้องดำเนินคดีกลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งสส. และรัฐมนตรี รวม 21 คน แม้แต่รายเดียว
สร้างความกังขาต่อสังคม จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกกต.อย่างรุนแรง
กกต.เสียงข้างน้อยระบุถึงหลายข้อมูล และพยานหลักฐานไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหลายข้อกล่าวหา ที่กกต.ทั้ง 7 คน ลงมติไม่เป็นเอกฉันท์
เนื่องจากเมื่อดูพยานหลักฐานแล้ว พบความเชื่อมโยงไปถึงพรรคการเมือง และนักการเมืองที่ต้องสงสัย แม้จะไม่มีเส้นทางการเมืองเชื่อมโยงไปถึง แต่ก็มีเส้นทางการเงินจากบุคคลรอบข้าง ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันกับบุคคลสำคัญๆ ระดับประเทศ
รวมไปถึงหลังจากที่กกต.ประกาศรับรองผลเลือกสว.แล้ว ยังพบหลักฐานการนัดประชุมกันที่โรงแรม มีบุคคลในพรรคการเมืองมาร่วมด้วย ซึ่งเป็นระดับหน้าห้องสส. และรัฐมนตรี มีการหารือถึงการกำหนดตัวประธานและรองประธานวุฒิสภา
โดยนายสิทธิโชติยืนยันมีอยู่เบื้องหลังตัวจริงในคดี และไม่มีมติยกเป็นเอกฉันท์ในกลุ่มคนสำคัญดังกล่าว
นายสิทธิโชติยังระบุด้วยว่า แม้มติกกต.ที่ออกมาไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงผลได้ แต่การไต่สวนของศาลฎีกาในส่วน 26 สว. ก็ขึ้นอยู่กับศาลจะใช้อำนาจเรียกสำนวน และพยานหลักฐานมาดูได้
โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับบุคคล ที่กกต.ไม่ได้มีมติส่งฟ้อง ถ้าหากผู้สมัครเข้ารับการเลือกเป็นสว. หรือผู้เสียหาย จะยื่นต่อศาลฎีกาโดยตรง และศาลก็อาจใช้หลักความเป็นธรรมเข้าไปพิจารณาในส่วนนี้
ข้อแนะนำและข้อสังเกตจากนายสิทธิโชติ 1 ใน 7 กกต. ก็สอดคล้องกับมาตรา 44 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครสว.ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วันนับแต่วันที่มีการออกคำสั่ง
แม้กกต.จะตัดตอนจบแค่ 26 สว. สำหรับคดีฮั้วสว. แต่ในเมื่อสังคมยังมีคำถามและข้อสงสัยมากมาย ก็หวังว่ากระบวนการยุติธรรมหลังจากนี้ จะช่วยกันขับเคลื่อน ไต่สวนและตรวจสอบคดีนี้ให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น