กรณี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด ขอให้ออกแนวทางปฏิบัติให้พนักงานอัยการทั่วประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หลังพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีผลบังคับใช้
เป็นข้อเสนอที่ต้องการให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะการมีกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมยังตีความหรือปฏิบัติแตกต่างกัน จนกระทบต่อผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย
พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เรียกกันว่า กฎหมายนิรโทษกรรม มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ครอบคลุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วง 1 ม.ค.2548 ถึง 16 ก.ค.2568 โดยหากคดีใดเข้าเกณฑ์และไม่อยู่ในข้อยกเว้น
ผลทางกฎหมายย่อมแตกต่างกันตามสถานะของคดี ไม่ว่าในชั้นสอบสวน อัยการ ศาล และผู้ที่อยู่ในเรือนจำ
หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้อยู่ที่สีเสื้อ แต่อยู่ที่การทำให้ทุกฝ่ายได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และหลักการนี้ต้องปรากฏให้เห็นในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม
สำนักงานศาลยุติธรรมมีแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและมีคำสั่งตามกฎหมาย ขณะที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขก็เริ่มทำงานและจัดทำแนวปฏิบัติแล้ว ฝ่ายอัยการเองระบุว่า ได้สั่งการให้ทบทวนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบ และเตรียมจัดทำหนังสือเวียนให้สำนักงานอัยการทั่วประเทศปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน
จุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากคดีที่เข้าเกณฑ์ยังมีการคัดค้าน หรือดำเนินกระบวนการแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งที่เจตนารมณ์ของกฎหมายคือ การลดความขัดแย้งและเปิดทางให้สังคมเดินหน้าต่อ
แต่ละคดีอาจมีข้อเท็จจริงและเงื่อนไขแตกต่างกัน การพิจารณาจึงต้องเป็นไปตามตัวบทและข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อคดีใดเข้าหลักเกณฑ์ชัดเจน ผู้เกี่ยวข้องก็ควรได้รับผลตามกฎหมายโดยไม่ต้องเผชิญความล่าช้าจากความแตกต่างของแนวปฏิบัติ
ฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำจากนี้อยู่ที่การประสานทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำคือชั้นสอบสวน กลางน้ำคืออัยการ และปลายน้ำคือศาลและราชทัณฑ์ ให้ยึดแนวทางปฏิบัติเดียวกัน
เป้าหมายเพื่อทำให้กฎหมายที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติแล้ว เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ จึงต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อคืนเสรีภาพแก่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมาย
เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และลบบาดแผลจากความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยืดเยื้อมายาวนาน