บทบรรณาธิการ : ประธานกกต.

กระบวนการอันไม่ราบรื่นนักของการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินมาถึงจุดที่จะได้การเลือกประธานกกต. วันที่ 31 ก.ค.นี้

แม้ว่าการคัดเลือกสมาชิกในกกต.ยังไม่ครบ 7 คน จนมีผู้ทักท้วงว่าอาจผิดมาตรา 12 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. พ.ศ. 2560

แต่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกกต. เห็นตรงกันว่าสมาชิก 5 คนเลือกประธานกกต.ได้แล้ว

กรณีนี้แสดงว่าฝ่ายนิติบัญญัติเห็นถึงความจำเป็นของการมีองค์ประกอบสำคัญที่จะกรุยทางสู่การเลือกตั้งอย่างจริงจังเสียที

ความพยายามตั้งประธานกกต. มาจากกฎหมายที่ระบุให้ประธานกกต.มีอำนาจหน้าที่เฉพาะตัว ซึ่งกรรมการกกต.ไม่มี

หากไม่สามารถเลือกประธานกกต.ได้ อาจเกิดปัญหาต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามมา

ขณะที่ฝ่ายทักท้วงเห็นว่า เงื่อนไขของกฎหมายที่เปิดทางให้เลือกประธานกกต.ได้ แม้มีสมาชิกไม่ครบ 7 คนนั้น หมายถึงการเลือกประธานหลังจากที่เกิดปัญหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานลาออก ไม่ใช่การเลือกประธานในครั้งแรกแบบในกรณีนี้

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนให้เลือก ยืนยันถึงความต้องการให้กระบวนการทั้งหมดเดินหน้าได้ ด้วยเกรงข้อครหาว่ามีการยื้อเพื่อไม่ให้เกิดกกต.ชุดใหม่

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนไขทางการเมืองและเงื่อนไขทางกฎหมายที่ซับซ้อนและยุ่งยาก เนื่องจากเริ่มต้นจากความไม่เป็นประชาธิปไตย

หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา คือกกต.ชุดนี้เหมือนกับองค์กรอิสระอื่นๆ คือมาจากการแต่งตั้งคัดเลือกที่ยังไม่ได้เกี่ยวโยงกับประชาชน อีกทั้งยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการรัฐประหารยังมีผลอยู่

ขณะที่กกต.ชุดใหม่ต้องมาทำหน้าที่ที่มีความสำคัญมากในกระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่นานาประเทศต้องยอมรับ

นั่นคือการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แสดงถึงการกำกับดูแลให้กระบวนการโปร่งใส สุจริต เป็นกลาง และยุติธรรม

การเริ่มต้นกระบวนการภายในกกต.ที่ไม่ราบรื่น เพราะไม่มีแรงขับเคลื่อนจากประชาชน มีเพียงการถกเถียงในบรรดาผู้เกี่ยวข้องและเชี่ยวชาญการตีความเนื้อหากฎหมาย

หากประธานกกต.คนใหม่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ก็จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเท่าใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน