การออกมาเผยแพร่ข้อความผ่านช่องทาง ในโลกดิจิตอลครั้งล่าสุดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม มีท่าทีเปลี่ยน แปลงไป ไม่อ่อนโยนเหมือนครั้งที่มา “เกาะโต๊ะ” เพื่อขอดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในสมัยที่ตนเองดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ในด้านหนึ่งแม้จะดูเป็นการเสียดสี-โต้ตอบทางการเมืองตามปกติ ที่ฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอา จุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่งมาโจมตี
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการตอกย้ำข้อเท็จจริงอีกครั้งว่า “ระบบอุปถัมภ์” ในสังคมไทยนั้น
รุนแรง แข็งแกร่ง และพัวพันกันอยู่ในหมู่ชนชั้นนำขนาดไหน
ทั้งสองฝ่ายอาจจะชี้แจงหรือแก้ตัวในภายหลังว่า การสรรหาตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก จะต้องพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมเป็นสำคัญ
แต่ “นัยยะ” ของคำว่า “เกาะโต๊ะ” นั้นชัดเจนเป็นอย่างยิ่งว่า นอกเหนือไปจากปัจจัยในการพิจารณาตามหลักเกณฑ์แล้ว
การอาศัยความสนิทสนมหรือเส้นสายเพื่อให้ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะในราชการหรือในทางการเมืองนั้นมีอยู่จริง
หากไม่สนิทสนมหรือไม่มีเส้นสายเกี่ยวพันกัน จะเข้าไป “เกาะโต๊ะ” ได้อย่างไร และผลของการเกาะโต๊ะนั้นก็ชัดเจนเป็นที่ประจักษ์ว่า
ผู้ที่สามารถเข้าไปเกาะโต๊ะได้ ก็ได้รับตำแหน่งที่ต้องการ
หากการแต่งตั้งโยกย้ายหรือเอื้อประโยชน์ด้วยอำนาจรัฐใช้เส้นสายความสัมพันธ์ มากกว่าหลักการและความเหมาะสม
ทั้งผู้เกาะโต๊ะและผู้อนุมัติหรือเอื้อประโยชน์ให้คนที่มาเกาะโต๊ะ ก็มีความผิด สมควรที่จะถูกตำหนิไม่น้อยไปกว่ากัน
และชวนให้สังคมตั้งคำถามต่อไปอีกด้วยว่า นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ผู้มีอำนาจอนุมัติได้เอื้อประโยชน์อะไรให้กับใครที่มา “เกาะโต๊ะ” อีกหรือไม่
และผู้ที่เจริญเติบโตมาได้ด้วยการ “เกาะโต๊ะ” นั้น นำเอาประสบการณ์และความเคยชิน จากการได้รับประโยชน์ด้วยเส้นสายหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว มาใช้เป็นวงจรต่อเนื่องอีก หรือไม่
เรื่องนี้จึงกล่าวได้ว่า พอกันทั้งสองฝ่าย