Khaosod
Online

วันอาทิตย์ ที่ 9 ส.ค. 2563

คอลัมน์ รายงานพิเศษ : "ครูจอมทรัพย์"ในมุมผู้พิพากษา

21 ม.ค. 2560 - 00:45 น.

คอลัมน์ รายงานพิเศษ

หมายเหตุ: นายไพรัช เกิดศิริ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต โพสต์เฟซบุ๊ก Pairat Kerdsiri "คนไทยจะชอบแต่ดราม่าหรือ? นักกฎหมายหลายฝ่ายอึดอัดนะ?" เพื่อแสดงความเห็นกรณี ครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ยื่นกระทรวงยุติธรรมให้รื้อคดีที่ตนเองถูกศาลฎีกาตัดสินคดีขับรถชนคนตาย จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในขณะนี้

ทั้งนี้ นายไพรัช ระบุสถานะในเฟซบุ๊กว่าทำงานอยู่ที่ Musician

เห็นพิธีกรโทรทัศน์อย่างน้อยสองช่องกำลังมันกับการเสนอข่าวครูแพะ แล้วรู้สึกอึดอัดใจ ขอคุยเป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีนี้บ้างเผื่อจะทำให้พิธีกรผู้มีจอโทรทัศน์เป็นเครื่องมือจะได้เกิดความคิดที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์ตามกระบวนการที่เขาวางไว้ในกฎหมาย

เรื่องแรกคือ การไม่ให้การในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาจำนวนมากเข้าใจไปผิดๆ ว่าการไม่ให้ปากคำในชั้นสอบสวนจะเป็นประโยชน์แก่คดีของตน

เข้าใจว่าคดีที่มีผู้แนะนำให้ผู้ต้องหาไม่ให้ปากคำนั้น มักจะเป็นคดีที่ผู้ต้องหามีส่วนพัวพันอยู่ในคดี และทุกคดีประเภทนี้ก็มักเป็นเช่นนั้นเพราะเกรงว่าเมื่อให้ถ้อยคำไปแล้วพนักงานสอบสวนจะเอาข้อที่พัวพันนั้นไปหาแง่มุมให้เป็นโทษแก่ตนในภายหลัง จึงใช้วิธีหุบปากไว้ก่อน

ความจริงแล้วการไม่ยอมให้การในชั้นสอบสวนนั้นเป็นพิรุธอยู่ในตัวเองว่าตนผิด จึงไม่กล้าแสดงเบาะแสใดๆ ออกมาเพราะกลัวจะถูกจับได้ และผู้ต้องหาประเภทนี้หากพิสูจน์ในภายหลังได้ว่าผิด ศาลจะลงโทษโดยไม่ลดหย่อน

ความจริงแล้ว หากผู้ต้องหาที่บริสุทธิ์จริงๆ โดยเฉพาะเมื่ออ้างว่าตนไม่อยู่ในที่เกิดเหตุก็ควรจะต้องให้ปากคำแก่พนักงานสอบสวนไปโดยตรง แล้วหาพยานมาประกอบ เมื่อให้ปากคำไปโดยสุจริตใจเช่นนั้นแล้วก็จะยกขึ้นอ้างในภายหลังได้ว่าได้เคยบอกไว้เช่นนั้นแล้ว

ความจริงอันบริสุทธิ์ คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเช่นนี้ไม่มีใครจะยกขึ้นมาแกล้งให้เป็นอย่างอื่นไปได้ เมื่อถึงเวลาสืบพยานก็นำพยานมาแสดงต่อศาล ศาลจะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่ดุลพินิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ล่วงพ้นไปจากหน้าที่ของอัยการและพนักงานสอบสวนแล้ว

การไม่ยอมให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเท่ากับไม่มีข้อต่อสู้ใดๆ ไว้ให้ศาลพิจารณาในสำนวนเลย ดังนั้น เมื่อโจทก์พิสูจน์ถึงองค์ประกอบความผิดที่ถูกกล่าวหาได้ครบถ้วนแล้ว ศาลย่อมลงโทษได้ทันทีดังที่เป็นอยู่และจะไม่มีสิ่งใดที่จะช่วยคานน้ำหนัก ผ่อนผันหรือสะกิดใจศาลในอันที่จะช่วยทำให้ข้อกล่าวหาเบาลงได้เลย

คนที่บริสุทธิ์จึงควรให้การกับพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง

แต่ถ้าคิดว่าจะไม่ให้การ ก็เท่ากับคิดว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องและกำลังหาทางต่อสู้อยู่ก็ตามใจ คนในวงการกฎหมายเข้าใจเรื่องนี้ดี เพียงชาวบ้านไม่รู้และหลงเชื่อตามๆ กันไปว่าการไม่ให้การจะเป็นข้อได้เปรียบในภายหลัง ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องสำหรับคนที่บริสุทธิ์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิด

ขอย้ำอีกครั้งว่าสำหรับคนบริสุทธิ์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่ได้อยู่ในเหตุที่เกิด

ส่วนคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนผิดจริงหรือไม่จะไม่ให้การก็แล้วแต่จะพอใจ สุดแต่ใจจะเลือกเอาเองว่าต้องการผลด้านใด จะสู้เพื่อเอาชนะให้ได้ หรือถ้าแก้ตัวไม่หลุดก็ต้องรับโทษหนัก

เรื่องที่สอง เท่าที่ติดตามดูจากจอโทรทัศน์ รู้สึกว่าพิธีกรที่ทำหน้าที่อยู่หน้าจอจะแสดงอาการออกนอกหน้าว่าเชื่อพยานที่เพิ่งโผล่มาหลังเกิดเหตุเป็นปีๆ แล้ว มากกว่าถ้อยคำพยานที่พยานได้ให้ไว้ในขณะใกล้เคียงเวลาเกิดเหตุ

วิธีคิดเช่นนี้ นักกฎหมายเขาไม่คิดกัน เพราะการที่พยานมาพูดเอาหลังจากเวลาผ่านไปเป็นปีๆ แล้วนั้น พยานโกหกตอแหลได้ ไม่ได้แปลว่าพูดตอนหลังแล้วจะเป็นความจริงแต่อย่างใด

เหตุผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ รวมถึงพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และต้องเป็นพยานที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เพราะขณะเกิดเหตุ พยานยังไม่มีโอกาสไปคิดหาเรื่องโกหกได้ ต่างจากเมื่อเวลาผ่านไปนานย่อมมีสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทำให้ถ้อยคำวิปริตไปได้

หากินทางเป็นนักข่าวหรือพิธีกรรายการข่าวก็น่าจะมีความรู้เรื่องพื้นๆ อย่างนี้บ้าง เป็นเรื่องของวิญญูชนแท้ๆ

เรื่องที่สาม คือในการต่อสู้คดีอาญาในศาลย่อมมีที่ปรึกษากฎหมายอยู่แล้ว ข้อต่อสู้ต่างๆ ที่คิดว่ามีอยู่ในขณะนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องยกขึ้นกล่าวอ้างเสียในขณะต่อสู้คดี เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาไปในคราวเดียวกัน

การกล่าวอ้างว่ามีพยานปรากฏขึ้นในภายหลังนั้น วิญญูชน-โดยเฉพาะพิธีกรรายการโทรทัศน์ ควรใช้วิจารณญาณด้วยว่าควรเชื่อถือได้หรือไม่

ขอย้ำว่าการกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ หลังจากเวลาได้ผ่านมานานแล้วนั้นเป็นสิ่งน่าสงสัย

คำพูดของคนนั้น พูดได้ตามใจชอบเพื่อประโยชน์ของตน เสกสรรปั้นแต่งได้ บอกว่าจะพาไปสวรรค์ก็ได้ เคยไปคุยกับพระอินทร์มาแล้วก็ยังมีคนมาอ้าง แถมยังมีคนเชื่อด้วย ความน่าเชื่อของคำพูดจึงต้องพิจารณาพยานหลักฐานอื่นมาประกอบด้วย

เรื่องที่สี่ พิธีกรคนหนึ่ง-ขอไม่เอ่ยชื่อ คนที่ดูอยู่คงรู้แล้ว พยายามซักพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนให้สัมภาษณ์แล้วว่าหลังเกิดเหตุพยานในคดีให้ถ้อยคำไว้ในสำนวนว่า "พยานขี่รถมาประสบเหตุ จึงลงไปดูและอ่านป้ายทะเบียนรถได้ชัดเจนและไม่มีใครลงมาจากรถยนต์ จากนั้นรถก็ขับออกไปเลย"

แล้วพยานคนนั้นไปให้การในศาลในภายหลังว่าเห็นคนขับเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ลงมาดู พิธีกรพยายามคาดคั้นว่าทำไมพนักงานสอบสวนจึงไม่ถามพยานในครั้งนั้นว่า เห็นคนขับหรือไม่ อะไรทำนองนั้น โดยพยายามจะให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนบกพร่อง

อันที่จริงในเมื่อพยานบอกแล้วว่าไม่เห็นมีใครลงมาจากรถก็เท่ากับเป็นคำตอบอยู่ในตัวแล้วว่าเขาไม่เห็นคนขับ หรือไม่เห็นใครทั้งสิ้น จะต้องให้ถามทำไมว่าเห็นคนขับหรือไม่

การซักถามประเด็นข้อเท็จจริงต่างๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องถามกันโดยละเอียดทุกเรื่อง ถ้าถามพอให้เห็นได้แล้วว่ารูปเรื่องเป็นอย่างไร ได้ความเพียงพอแล้วก็ใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องถามซอกแซกเหมือนที่ที่ปรึกษากฎหมายชอบถามกันเรื่อยเปื่อยในศาล โดยมิได้ทำให้ได้ข้อเท็จจริงอื่นใดเพิ่มขึ้นเลย (จนบางทีศาลท่านก็รำคาญ แต่คงไม่อยากขัดคอ)

เมื่อมีข้อเท็จจริงที่สรุปใจความได้เพียงพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ก็ถือว่าพอแล้ว คนอ่านสำนวนเขาเข้าใจได้ และเมื่อเบิกความศาลเข้าใจได้ ก็ถือว่าสมประโยชน์แห่งหน้าที่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ยอมให้การและยกเป็นประเด็นข้อต่อสู้ขึ้นเองในภายหลังก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องหาพยานมาต่อสู้ด้วย

เมื่อผู้ต้องหาไม่ยอมให้การก็ไม่ใช่หน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องไปหาพยานอื่นใดต่อไปอีกเพื่อช่วยผู้ต้องหา หากจะให้พนักงานสอบสวนตั้งประเด็นที่จะสอบพยานฝ่าย ผู้ต้องหา ผู้ต้องหาก็ต้องให้การเพื่อตั้งประเด็นไว้ก่อน นี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำนึกทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องเรียนกฎหมาย มิฉะนั้นก็ควรจะให้การในชั้นสอบสวนไว้ก่อนดังกล่าวข้างต้น

เรื่องที่ห้า อยากให้สังคมช่วยกันคิดถึงความสูญเสียของผู้เสียหายบ้าง เวลามีเหตุเช่นนี้ สังคมมักเกิดอาการ "ดราม่า" หรือเกิดอารมณ์สะเทือนใจไปกับผู้ต้องหา โดยลืมไปแล้วว่าผู้เสียหายนอนรอความเป็นธรรมอยู่ในโลง หรือกลายเป็นเถ้าและกระดูกอย่างวังเวงไปแล้ว

สังคมกำหนดกระบวนการขั้นตอนต่างๆ เพื่อความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่ายอยู่แล้ว คนที่ทำความผิดจริงก็ควรจะรับสารภาพหรือให้การที่เป็นประโยชน์เสียตั้งแต่ชั้นสอบสวน หากเชื่อว่าตนไม่ผิดก็ควรให้การในเรื่องจริงว่าตนอยู่ที่ไหนในขณะเกิดเหตุ

หรือหากมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้างและไม่แน่ใจว่าตนผิดหรือไม่ จะไม่ให้การหรือรอให้การต่อศาลอย่างที่ชอบกันนัก ก็ตามใจเถิด ผิดพลาดขึ้นมาแล้วจะมาโวยวายภายหลังไม่ได้ เพราะระบบกฎหมายเปิดทางให้ท่านอยู่แล้ว เมื่อตัดสินใจเลือกใช้หนทางที่ผิดพลาดก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร และคงต้องตัดสินใจเอาเองว่าจะรอรับผลอย่างไรและจะปฏิเสธไม่ได้

สื่อสารมวลชนเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและความคิดของประชาชน ท่านอาจมีสิทธิคิดและทำอย่างไรก็ได้ด้วยความมีอิสรเสรีที่ต้องการ แต่ต้องไม่ลืมว่าขณะที่ได้ร่ำเรียนหรือสร้างตัวขึ้นมาจนมีชื่อเสียงในศาสตร์ด้านสื่อมวลชนนั้น กระบวนการทางกฎหมายเขาก็มีศาสตร์ที่เขาร่ำเรียนกันมาและใช้กันอยู่เป็นหลักอันหนึ่งในสังคมมาถึงบัดนี้เป็นร้อยปีเศษแล้ว

เรื่องคดีความทางศาลไม่ใช่บทละครเรียกน้ำตาหรือเพื่อความบันเทิง หรือสะใจแก่ผู้ชม

นายไพรัชยังตอบคอมเมนต์ของผู้เข้ามาแสดงความเห็นหลังโพสต์จำนวนมาก โดยระบุว่า เมื่อให้การไปแล้ว เซ็นชื่อไปแล้ว ถ้าเกิดนึกขึ้นได้การเพิ่มเติมพยานจะขอแก้ไขเพิ่มเติมในตอนนั้นก็ยังได้

ส่วนความเห็นที่ว่าพนักงานสอบสวนทำไปตามขั้นตอนไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ครูทันทีแต่เริ่มจากสอบถามพยานในที่เกิดเหตุ คดีนี้จำเลยไม่ให้การใดๆ แต่จะให้การชั้นศาล เมื่อไม่มีข้อมูลจากฝั่งจำเลยพนักงานสอบสวนจึงต้องใช้ข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมได้ส่งฟ้อง และหากหลักฐานมีช่องโหว่ไม่ส่งเรื่องให้อัยการฟ้อง พนักงานสอบสวนจะมีความผิดหรือไม่ นายไพรัชระบุ คดีนี้ผ่านขั้นตอนถูกต้อง ตำรวจได้ส่งอัยการพิจารณาแล้วจึงได้สั่งฟ้อง และอัยการเป็นคนฟ้องคดีนี้แล้ว

นายไพรัชชี้แจงคอมเมนต์จากพิธีกรที่ติติงการโพสต์ของเขาเหมือนให้คนอ่านเข้าใจว่าพิธีกรกับสื่อละเลยคนตาย เบี่ยงประเด็นไปจากคนบริสุทธิ์ต้องไปติดคุก ว่า อาชีพครูเป็นอาชีพที่ทุกคนเคารพ เชื่อถือไม่น้อยไปกว่าอาชีพสื่อ ยิ่งฟังก็ยิ่งสงสาร เห็นใจ ตนเองก็อยากช่วยครู พิธีกรในคลิปถามประจักษ์พยานว่าตำรวจบันทึกในคำให้การ มีคำถามตำรวจว่าเห็นคนขับรถหรือไม่? พยานให้การว่าไม่เห็น ตำรวจอ่านให้ฟังแล้วทำไมไม่ทักท้วงและให้ตำรวจแก้ไข พยานตอบว่านึกว่าไม่สำคัญ จึงอยากให้พิธีกรลองฟังคลิปดู ตนแค่นำความคิดของนักกฎหมายหลายคนและหลักการมาให้อ่านเท่านั้น

นายไพรัชยังตอบคอมเมนต์ที่พูดถึงการดำเนินการของกระทรวงยุติธรรมและตำรวจ สรุปได้ว่า มีคนมารับว่าเป็นผู้ขับชนเองจริงก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องขอรื้อฟื้นคดีเพราะเห็นว่ามีพยานหลักฐานใหม่ และเชื่อไปแล้วว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ พร้อมระบุขอชมพนักงานสอบสวนที่ทำตามขั้นตอนตรงไปตรงมา คดีนี้ว่าอะไรตำรวจไม่ได้เลย

อยากให้อัยการและศาลเอาสำนวนมาเปิดเผยจริงๆ รายละเอียดยังมีอีกมากมาย ก็หวังว่าเราจะได้ทราบกันต่อไป

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ คอลัมน์ รายงานพิเศษ : "ครูจอมทรัพย์"ในมุมผู้พิพากษา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง