หากเทียบการเคลื่อนไหวของ”คนอยากเลือกตั้ง”เมื่อเดือนมกราคม 2561 การเคลื่อนไหวของ “คนอยากเลือกตั้ง”ครั้งใหม่ในเดือนมกราคม 2562 มีพัฒนาการ
แต่เดิมพวกเขาชุมนุมสำแดงพลังเฉพาะในกรุงเทพมหานคร
หากมิใช่ที่ย่านคลองเตย ก็แยกปทุมวัน หรือบนถนนราชดำเนิน
จะมีที่ต่างจังหวัดบ้างก็จำเพาะเชียงใหม่
และทุกครั้งก็มักจะถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจอย่างไม่ยอมเลิกแล้วต่อกัน กลายเป็นคดีความยืดเยื้อจากเดือนมกราคม 2561 มายังเดือนมกราคม 2562
มาถึงการเคลื่อนไหวในเดือนมกราคม 2562 ก็มีพัฒนาการ ทั้งในเรื่องกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ ขยายไปยังต่างจังหวัด
เห็นได้จากคล้อยจากการนัดชุมนุมที่สกายวอล์ก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพียง 1 วัน
เกิดการนัดชุมนุมที่ระยอง พระนครศรีอยุธยา
ยิ่งเมื่อมีการชุมนุมซ้ำอีกที่สกายวอล์ก แยกราชประสงค์ การนัดชุมนุมก็แพร่ระบาดไปยัง เชียงใหม่ นครราชสีมา อุบลราชธานี พัทยา นครปฐม
อีกจุดหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้ามก็คือ มีคนจากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์มากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะมาจากพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อชาติ
แสดงว่าพรรคการเมืองเริ่มให้ความสนใจ เริ่มให้ความสำคัญมากกว่าการแสดงออกผ่านแถลงการณ์
ที่แหลมคมยิ่งกว่านั้น คือคนรุ่นใหม่ ตามสถาบันการศึกษา
แม้ว่าปริมาณจะยังไม่มากและมิอาจก่อให้เกิดการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ แต่ก็มีลักษณะต่อเนื่องและยืนยันเฉียบขาดขึ้น
ผลสะเทือนจากการชุมนุมของ”คนอยากเลือกตั้ง”ดำเนินไปเหมือนกับหินลองทองคมแหลม ทะลวงเข้าไปยังจุดยืนทรรศนะ ของแต่ละพรรคการเมือง
เท่ากับเป็นการเสนอคำถามว่า เมื่อ”อยากเลือกตั้ง”แล้วจะมีท่าทีอย่างไรต่อกระบวนการยื้อ ถ่วง หน่วง รั้งดึง
ปรากฏ 1 คนอยากเลือกตั้ง 1 คนไม่อยากเลือกตั้ง
เท่ากับชี้ให้เห็นความขัดแย้ง แตกแยกที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย