ไม่ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ล้วนแสดงความเสียดายต่อการปฏิเสธการดีเบตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
บทสรุปร่วมก็คือ เท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ละทิ้งโอกาสอันดียิ่งในทางการเมือง
2 คนนี้หวังดีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน
เป็นความหวังดีแม้ว่า ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ล้วนอยู่ในฐานะเป็น”แคนดิเดต”นายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะการปฏิเสธการดีเบตเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ปฏิเสธการตระเตรียมเพื่อจะเป็น”นักการเมือง”แท้จริงไป
โดยพื้นฐานคือการปฏิเสธที่จะพบกับ”ความเห็นต่าง”
หากจับ”อาการ”ของ นายวิษณุ เครืองาม ซึ่งทำหน้าที่อธิบายและให้เหตุผลถึงความไม่สะดวกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเข้าไปสู่สถานการณ์ “ดีเบต”
ก็ต้องยอมรับ นายวิษณุ เครืองาม ต้องใช้ประสบการณ์และความจัดเจนอย่างสูงในการทำหน้าที่
เป้าหมายสำคัญมิใช่อธิบายต่อ “สาธารณะ”
เป้าหมายสำคัญของแต่ละถ้อยคำคือการทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้สึกสบายใจและสามารถปฏิเสธการเข้าสู่ กระบวนการ”ดีเบต”อย่างไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย
ก็อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาพูดนั่นแหละ คือ ไม่ได้กลัว แต่เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์
ยิ่งเมื่อเดินทางไป”ตรวจราชการ”และ “ดูงาน”ในพื้นที่จังหวัด ระยองและมีการถ่ายทอดสดออกทั่วประเทศ ยิ่งมีความมั่นใจเป็น อย่างสูงในการปฏิเสธการดีเบต
เป็นความมั่นใจในระนาบเดียวกันกับความมั่นใจของ ท่านอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้คิดทฤษฎีแห่งสัมพันธภาพ
กระนั้น ที่ นายวิษณุ เครืองาม มิได้อธิบายหรือหยิบยกขึ้นมาคือบทสรุปอย่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล มองเห็นและเป็นห่วง
มองเห็นและเป็นห่วงเยี่ยง”กัลยาณมิตร”โดยแท้
จะเข้าใจความห่วงใยของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จำเป็นต้องไปฟังจากคลิปของ นายจตุพร พรหมพันธุ์