ทั้งๆที่รู้อยู่เป็นอย่างดีว่าแม้จะสามารถรวบรวมเสียงของ ส.ส.ได้ถึงกว่า 250 เสียง แต่ในเมื่อไม่สามารถรวบรวมได้ถึง 376 เสียง ที่สุดการรวบรวมนี้ก็จะเป็นหมัน
ถามว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่และพันธมิตรจึงต้องมีการเคลื่อนไหว
ตรงนี้แหละคือจังหวะการรุกในทางการเมือง
ความเป็นจริงก็คือ 137 พรรคเพื่อไทย 88 เสียงพรรคอนาคตใหม่ 11 เสียงพรรคเสรีรวมไทย 6 เสียงพรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเพื่อชาติ 6 เสียงพรรคเศรษฐกิจใหม่ 1 เสียงพรรคประชาภิวัตน์ รวมแล้วเท่ากับ 254 เสียง
เท่ากับเป็นการประกาศและเป็นส่ง”สาร”สำคัญยิ่งในทางการเมือง
แน่นอนเป้าหมาย 1 เพื่อประกาศให้พรรคพลังประชารัฐเห็นว่า ไม่ว่ามองผ่านจำนวน ส.ส.ไม่ว่ามองผ่านป๊อบปูลาร์โหวต ทางด้านของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ ครองความเหนือกว่า
ขณะเดียวกัน เป้าหมาย 1 ซึ่งสำคัญมากยิ่งกว่า คือบรรดา พรรคการเมืองที่เคยส่งเสียงในท่วงทำนอง”ประชาธิปไตย”
ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนของ “พรรคประชาธิปัตย์”
ไม่ว่าจะเป็นหลักการที่ยืนยันทั้งด้วยคำพูดและเป็นลายลักษณ์อักษรของ”พรรคภูมิใจไทย”
นั่นก็คือ การกำหนดหลักการให้ 250 ส.ว.
นั่นก็คือ การเสนอคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่ว่า 250 ส.ว.ไม่ควรจะเหนือกว่า 500 ส.ส. รวมถึงการต่อต้านการสืบทอดอำนาจ
ไม่ว่าจะแสดงผ่านป้ายหาเสียง ไม่ว่าจะแสดงในห้วงแห่งการดีเบตประชันวิสัยทัศน์ ไม่ว่าจะมาจากหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะมาจากเลขาธิการพรรค
นี่ย่อมเป็นคำถามจากพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่
ความเป็นจริงจากการช่วงชิงประกาศพันธมิตรแห่งแนวร่วมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ คือการช่วงชิงผนึกพลังสร้าง ขั้วในทางการเมือง
เป้าหมายคือ การตัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไปจากวงจร
ในที่สุดแล้วก็คือการขวางการสืบทอดอำนาจโดยคสช.