แกนนำตั้งรบ.-พรรคไหนต้องได้สิทธิ์
รายงานพิเศษ
หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศผลเลือกตั้งส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ สองพรรคใหญ่จึงชิงกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดย พรรคเพื่อไทย(พท.) อ้างความชอบธรรมจากตัวเลขส.ส.ที่ได้สูงสุด ขณะที่ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) อ้างสิทธิป๊อปปูลาร์โหวต เพื่อรวมรวมเสียงข้างมาก 251 เสียงในการตั้งรัฐบาล
นักวิชาการมีความเห็น ดังนี้
พนัส ทัศนียานนท์
อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
การเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตามหลักปฏิบัติแล้วควรยึดจำนวนส.ส. ใครที่มีเสียงข้างมากที่สุดในสภาควรที่จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วตามประเพณีปฏิบัติ
แม้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งไม่เคยมียุคใดสมัยใดที่จะใช้ในเรื่องของพรรคที่ชนะแบบป๊อบปูลาร์โหวตมาจัดตั้งรัฐบาล มีแต่พรรคที่มีเสียงข้างมาก แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และพรรคที่มีคะแนนเสียงรองลงไปอาจจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล โดยสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้
ส่วนที่มีการระบุว่า หากดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้ทุกคะแนนมีความหมาย ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการตั้งรัฐบาล เวลาลงคะแนนเลือกนายกฯ ส.ส. 1 คน ก็ 1 คะแนนเสียง ซึ่งส.ส.แต่ละคนไม่ได้มาบอกว่า แต่ละคนได้คะแนนเสียงมาเท่าไร
การอ้างคะแนนป๊อบปูลาร์โหวตว่าจะได้ไม่สูญเสียนั้น ได้สะท้อนความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชนที่แท้จริง ในการที่จะเลือกส.ส.ของเขา โดยคะแนนเสียงที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสามารถใช้ได้ทุกคะแนน จะได้รับการพิจารณาทั้งหมดถึงได้นำมารวมเป็นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งคือเจตนารมณ์ที่ไม่ให้คะแนนที่ประชาชนเลือกต้องสูญเสียไป ไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะนำมาจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้น เมื่อกกต.ประกาศอย่างเป็นทางการและได้จำนวนส.ส.ครบแล้ว ต่อไปจะเป็นการเลือกประธานรัฐสภา หากได้ประธานรัฐสภาแล้วตัวประธานจะต้องนำชื่อนายกฯที่ฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลเสนอทูลเกล้าฯ นำขึ้นโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จากนั้นจึงจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา ซึ่งผู้ที่จะสามารถตัดสินเรื่องนี้ได้คือรัฐสภาที่มีเสียงข้างมาก
ผมมองเรื่องการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลนี้ว่า พรรคที่มีเสียงลำดับสองได้ตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะเป็นรัฐบาลให้ได้ พูดง่ายๆ คือต้องการจะสืบทอดอำนาจให้ได้ แต่ที่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ในตอนนี้ ก็อาจจะเสียแผนของเขาได้
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
การยึดหลักการได้จำนวนส.ส.มากสุด หรือยึดป๊อปปูลาร์โหวตในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็อ้างได้ทั้งคู่ เพราะเป็นการอ้างเพื่อให้เป็นความชอบธรรมของตนเอง หรืออาจจะอ้างเหตุอื่น
แต่โดยหลักแล้วเราเคยชินกับจำนวนส.ส. พรรคที่ได้ส.ส.มากสุดต้องจัดตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นการยึดว่าจะต้องเอาแบบใด เพราะไม่ได้ใช้กฎหมายเหมือนสหรัฐอเมริกา ที่มีการลงคะแนนเลือกผู้นำจนทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะ แต่การเลือกส.ส. พรรคของนายทรัมป์ได้ส.ส.น้อยกว่า จึงอย่าคิดว่าอะไรเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด
หากดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รู้อยู่แล้วว่าร่างมาเพื่อให้คนที่อยู่ในอำนาจได้เป็นนายกฯ ต่อ โดยการให้ต้นทุนมาเป็นส.ว. 250 เสียง จึงอย่ามาพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะเขาบอกแล้วว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ไม่เคยบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย เขาจึงอ้างไปได้หลายทาง โดยต้องการให้เกิดความสับสนและอ้างว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแล้ว
ดังนั้น ผมยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้เป็นนายกฯ ต่อ แม้เสียงสนับสนุนจะน้อยกว่าอีกฝ่ายก็ตาม โดยจะมีการดำเนินการเลือกนายกฯก่อน จากนั้นไปจัดตั้งรัฐบาลภายหลัง ซึ่งตอนนั้นเขาเชื่อว่าจะสามารถหาผู้สนับสนุนจนพอ ซึ่งไม่ควรจะต่ำกว่า 270-280 เสียง
ส่วนตอนนี้ที่มีการชิงกันจัดตั้งรัฐบาล เป็นการทำให้อึมครึมกันเอง เพราะจริงๆ เขาวางไว้แล้ว ไม่เห็นหรือหน้าพล.อ.ประยุทธ์ดูสดใส เพราะเป็นไปตามแนวทางที่เขาวางไว้ อย่างน้อยพรรคที่สนับสนุนมี 126 เสียง เพื่อเสนอชื่อท่านเป็นนายกฯ ซึ่งผมคิดว่าไม่พลิกแน่
หากพรรคเพื่อไทย และฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล อย่าไปคิดไกลว่าอาจเกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง แต่แน่นอนว่าอาจมีความขัดแย้งได้ เพราะการมีเสรีภาพของเรา แต่อย่าให้เกิดความรุนแรงจะดีกว่า
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ ม.นเรศวร
ผมตอบได้เลยว่าการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลไม่มีสิ่งที่เรียกว่าป๊อปปูลาร์โหวต ซึ่งป๊อปปูลาร์โหวตเป็นเพียงการนำคะแนนดิบจากทั่วประเทศมาบอกว่าพรรคนี้คนเลือกจำนวนเท่าไหร่
หากยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราใช้ระบบรัฐสภาในปัจจุบัน ต้องให้พรรคการเมืองที่ได้จำนวนส.ส.มากที่สุดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ต้องให้สิทธิ์เขาก่อน เพราะเขามีความชอบธรรม
การอ้างป๊อปปูลาร์โหวตเป็นการอ้างโดยไม่รู้หลัก เป็นการอ้างตัวเลขของคะแนนดิบ ซึ่งการมาบอกว่าตัวเองมีความชอบธรรมมากที่สุดจากคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต ผมเห็นว่าไม่เป็นความจริง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจผิดหนักไปกันใหญ่
ในระบอบประชาธิปไตยบอกว่าคนเรามีสิทธิ์ในการโหวต 1 คน 1 เสียง ฉะนั้น จึงสะท้อนกับระบบผู้แทนด้วยเหมือนกัน ว่าผู้แทน 1 คนก็มีสิทธิ์ 1 เสียงเหมือนกัน
การที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอ้างป๊อปปูลาร์โหวตแสดงว่าน้ำหนักผู้แทนของพรรคพลังประชารัฐ เสียงมากกว่าพรรคอื่นแบบนั้นไม่ใช่ วันนี้ต่อให้ในเขตพรรคพลังประชารัฐ เสียงชนะอย่างถล่มทลาย คะแนนถล่มทลาย แต่ก็มี 1 เสียง ดังนั้น ป๊อปปูลาร์โหวตเราไม่ใช้กัน
ถ้าใช้ป๊อปปูลาร์โหวต เราจะเสียระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลในรัฐสภาทันที เพราะป๊อปปูลาร์โหวตใช้กับการโหวตประธานาธิบดี แต่ไม่ใช้ในระบบรัฐสภา
ฉะนั้น ถ้าจะอ้างระบบป๊อปปูลาร์โหวต ต้องไม่ใช้การอ้างระบบส.ส.แยกบัญชีรายชื่อออกจากระบบเขต และไม่ใช่เอาส.ส.ระบบเขตไปรวมกับบัญชีรายชื่อ แบบนี้ผิดหลักไปหมดเลย ผิดตั้งแต่การออกแบบการเลือกตั้ง
ไหนๆ บอกแล้วว่ารัฐธรรมนูญนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนเลือกตั้งส.ส. คนที่เลือกนายกฯคือส.ส. พรรคที่มีส.ส.มากที่สุดก็ต้องเป็นคนเลือกนายกฯ เมื่อแพ้ก็ต้องยอมรับ ไม่ใช่ออกแบบมาแล้วเราต้องชนะอย่างเดียว
ผมคิดว่าเรื่องนี้ผิดที่คนไม่ยอมรับ การอ้างป๊อปปูลาร์โหวตเป็นเรื่องอันตราย สำหรับระบบหลายพรรคการเมือง เขานับกันที่เก้าอี้ส.ส. ไม่ใช่คะแนนดิบ กฎหมายไม่ผิด แต่ผิดที่คนไม่ยอมรับ
คุณแพ้แล้ว ได้ส.ส.แค่ 97 จะไปตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคที่ได้ส.ส.มากกว่า ถามว่าตกเลขหรือเปล่า
ไม่ต้องตีความกันแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดคนที่โหวตนายกฯคือส.ส.
อนุสรณ์ อุณโณ
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
ตามมารยาททางการเมืองจะต้องเปิดโอกาสให้พรรคที่ชนะ ได้รับส.ส.มากที่สุด เป็นผู้ประสานความร่วมมือรวบรวมส.ส.เสียงข้างมาก เพื่อลงมติเลือกนายกฯและจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคที่ได้ส.ส.อันดับรองลงมาชิงจัดตั้งรัฐบาลก่อน ถือว่าเสียมารยาททางการเมือง ไม่ควรทำ
เว้นแต่พรรคการเมืองที่ชนะอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดิน จนสุ่มเสี่ยงจะก่อให้ประเทศนำไปสู่ความชะงักงัน ในระยะเวลาอันสมควร ที่โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ 2-3 สัปดาห์ พรรคอันดับ 2 อันดับ 3 รองลงมาจึงมีสิทธิรวมเสียงข้างมากในสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้
ส่วนการอ้างว่าแม้ไม่ได้ส.ส.เป็นอันดับ 1 แต่ได้คะแนนป๊อบปูลาร์โหวตมากที่สุด สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนนั้น ถือว่าผิดฝาผิดตัว เป็นการตะแบงชนิดเอาสีข้างเข้าถู เพราะการเลือกตั้งในระบอบรัฐสภานั้น มี 2 ระดับ คือ
ประชาชนเลือกส.ส.เข้าสภาเป็นผู้แทนเพื่อไปลงมติเลือกนายกฯ นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน การจะอ้างผลคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตต้องเป็นประชาธิปไตยแบบทางตรง แต่ประเทศไทยที่ยึดระบอบรัฐสภานั้นไม่ใช่
อีกกรณีคือ การเดินหน้าตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร เพราะมีเสียงจาก 250 ส.ว.แต่งตั้ง ที่รัฐธรรมนูญออกแบให้มีอำนาจร่วมลงมติเลือกนายกฯมาช่วยนั้น จะนำไปสู่ความโกลาหล เป็นอันตรายที่รัฐธรรมนูญได้วางไว้
ดังนั้น ส.ว.จึงไม่ควรถือโอกาสบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งส.ส.เข้าสภาอย่างตรงไปตรงมา ส.ว.ควรทำให้กลไกมีความสมบูรณ์มากขึ้น ตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกไว้
การจัดตั้งรัฐบาลนั้น ยังขึ้นกับกกต.ที่มีหน้าที่ต้องประกาศรับรองผลให้เรียบร้อยชัดเจนด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นก่อนการเลือกตั้งหรือหลังการเลือกตั้ง กกต.มีข้อบกพร่องหลายส่วนที่ต้องรับผิดชอบ กกต.ต้องเป็นส่วนหนุนเสริมให้สังคมกลับสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่เป็นอุปสรรคขัดขวาง
ภาคประชาสังคมจึงต้องช่วยกันมากำกับกกต. ให้ทำหน้าที่อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เร่งประกาศผลให้เดินหน้าไปสู่การเปิดประชุมสภานัดแรกได้โดยเร็ว ส่วนภาพรวมจากการร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ นั้นพบว่า การเลือกตั้งครั้งมีพิรุธหลายจุด
แต่ไม่อาจโยงใยกลับไปยังผู้สมัครเพื่อนำไปสู่การเอาผิดได้ แจกใบเหลืองใบแดง ที่จะมีผลต่อจำนวนส.ส.ในสภาได้ เพราะกลโกงนั้นมีความแยบยลมากขึ้น และไม่อาจนำไปสู่การทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นประเด็นเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย หรือการแจกใบเหลืองแดงจนมีผลต่อจำนวนส.ส.ในสภา จะนำไปสู่การทำให้จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหรือไม่นั้น ก็มีความเป็นไปได้
แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับ 250 ส.ว.อย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้าส.ว.ไม่บิดเบือนเสียงของประชาชน การเมืองไทยก็เดินหน้าต่อไปได้