ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะมาจากพรรคพลังประชารัฐ
มีความเชื่อในลักษณะ “ร่วม” ประการหนึ่งซึ่งสำคัญเป็นอย่างมาก ว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม จะอยู่ได้ไม่นาน
นั่นก็คือ ไม่น่าจะเกิน 1 ปี
ขณะเดียวกัน มีเกจิทางการเมืองจากหลายสำนักคิดมีความมั่นใจมาก ถึงขนาดว่าไม่น่าจะเกินเดือนกันยายน 2562 รัฐบาลก็จะต้องจรจากไป
อย่าได้แปลกใจหากจะมีคำเตือนในพรรคพลังประชารัฐว่า
“ขอให้ทุกคนตั้งสมมติฐานว่ารัฐบาลที่กำลังจะตั้งขึ้นอาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะรัฐบาลผสมอะไรก็เกิดขึ้นได้”
อย่าลืมว่ารากฐานพรรคพลังประชารัฐมาจากไหน อย่างไร
ผลการเลือกตั้งอันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เด่นชัดอย่างยิ่งว่า
1 มิได้เป็นไปตามความคาดหมายของคสช.
ที่เคยสรุปว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา” อาจได้ระดับหนึ่ง แต่มิได้ถึงชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
1 รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นเป็นรัฐบาลผสม
ทั้งยังเป็นรัฐบาลผสมที่มีคะแนนก้ำกึ่งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคที่แสดงตัวว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลก็มองเห็นความปั่นป่วนได้ชัด
ปั่นป่วนตั้งแต่การจัดสรรและแย่งชิงตำแหน่งทางการเมืองตามระบบ “โควต้า”
ไม่ว่ามุ้งภายในพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคร่วมรัฐบาล
จำเป็นต้องฟัง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายวิรัช รัตนเศรษฐ และบรรดานักการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล
หากไม่สามารถสนองให้ได้นั่นหมายถึงการพังครืนในพริบตา
ภายในเดือนกันยายน 2562 จึงเป็นด่านแรกที่จะตรวจสอบว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐมีความแข็งแกร่งและมั่นคง มากน้อยเพียงใด
ยิ่งมีความเชื่อว่ารัฐบาลผสมจะอยู่ได้ไม่ยืนยาว
ยิ่งเป็นต่อมเร้าให้บรรดานักการเมือง “น้ำดี”ในพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลต้องเร่งสร้าง “ผลงาน”
เป็นผลงานอันเพิ่ม “ตัวเลข”ให้กับบัญชีทางการเมืองของตน