เหมือนกับมติอย่างเป็นเอกฉันท์จาก 7 กกต.ให้ส่งกรณีหลักเกณฑ์ และวิธีคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่แต่ละพรรคพึงมีตามรัฐธรรมนูญและพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

จะแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบ รัดกุม ก่อนการตัดสินใจของกกต.

แต่ภายในความรอบคอบ รัดกุม ก็แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและความบกพร่องอันดำรงอยู่ภายใน 7 กกต.ออกมาอย่างเด่นชัด ในสายตาของสังคม

นั่นก็คือ ความไม่พร้อมอย่างชนิดเป็น”มืออาชีพ”อย่างเพียงพอต่อการจัดการเลือกตั้ง

ตรงนี้จะมีผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ

เมื่อระบุถึงความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ 1 หมายถึงความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ ต่อกกต.ในสถานะแห่งสถาบัน และ 1 หมายถึงความเชื่อมั่น ความไว้วางใจต่อ 7 กกต.ในเชิงปัจเจก

อุทานอันน่าตระหนกก็คือ เป็นไปได้อย่างไร

ในเมื่อกกต.กำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และลงมือ ปฏิบัติอย่างเป็นจริงในการเลือกตั้งอย่างเป็นการทั่วไปเมื่อเดือนมกราคม 2544

จากเดือนมกราคม 2544 มายังเดือนมีนาคม 2562 ก็ยาวนานถึง 18 ปี

ขณะเดียวกัน กล่าวสำหรับ 7 กกต.ก็มาจากองค์ประกอบที่ไม่เพียงเป็นนักกฎหมาย หากแต่ยังเป็นนักรัฐศาสตร์ นักปกครอง บางคนเป็นทูต บางคนเป็นอธิบดี บางคนเป็นผู้พิพากษา

เป็นไปได้หรือที่จะไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลือกตั้ง ในทางกฎหมาย ทั้งทางตรงและโดยอ้อม

เหตุใดจึงขาดความมั่นใจ เหตุใดจึงทำเหมือนกับคนไม่รู้

นี่หรือคือคนที่สมบูรณ์เพียบพร้อม ผ่านการคัดสรรจากที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอันเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายคสช.

การปฏิบัติงานของ 7 กกต.ทั้งก่อนและภายหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ได้ฟ้องให้เห็นประสิทธิภาพของกระบวนการบริ หารจัดการอย่างมากมาย

เพียงไม่สามารถประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการก็ชัด

มิหนำซ้ำ ยังไม่มีความมั่นใจแม้กระทั่งวิธีการทั้งๆที่มีอยู่ทั้งในรัฐธรรมนูญและพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ครบถ้วน

เป็นเรื่องเหลือเชื่อ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน