ไม่ว่าการแจ้งเกิดของพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าการแจ้งเกิดของพรรคอนาคตใหม่ ในสนามเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ทรงความหมายยิ่งในทางการเมือง
แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคอันดับ 2 ขณะที่พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคอันดับ 3
เพราะว่าองค์ประกอบของพรรคมีความแตกต่างกัน
องค์ประกอบของพรรคพลังประชารัฐมาจากการใช้ “พลังดูด” และพึ่งบริการความจัดเจนของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประสานเข้ากับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ขณะที่องค์ประกอบของพรรคอนาคตใหม่เป็นคนหน้าใหม่สดๆ ซิงๆ ตั้งแต่หัว หาง กลางตลอดตัว
สายตาที่มอง 2 พรรคนี้จึงต่างกัน
ความสำเร็จที่พรรคพลังประชารัฐได้มาจึงมิได้สร้างความแปลกใจมากนัก
“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
เพราะว่าที่อยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชารัฐ คือ คสช. คือสิ่งที่ เรียกว่า “แม่น้ำ 5 สาย”
ซึ่งก่อรูปเป็น 250 ส.ว.อยู่ในขณะนี้
เมื่อมีคสช.เป็นเงาทะมื่นอย่าได้แปลกใจที่จะมีอดีตส.ส.อ้าขาผวาปีกไปอยู่ในร่มธง เพราะเพียงจัดโต๊ะจีนก็ระดมทุนได้มากกว่า 600 กว่าล้านบาทในชั่วข้ามคืน
ทั้งหมดย่อมตรงกันข้ามกับการก่อรูปขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ที่ต้องประสบกับอุปสรรคหนักหนาสาหัส
ไม่ว่าก่อน ไม่ว่าหลังการเลือกตั้ง
ที่สามารถได้คะแนนเสียงกว่า 6.2 ล้านคนโดยไม่มีอดีตส.ส.โดยไม่มีหัวคะแนน โดยไม่ได้ทุ่มทุนมหาศาลประสานกับกลไกอำนาจอย่างพลังประชารัฐ
จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อ จึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
ภาพของพรรคอนาคตใหม่จึงเป็นภาพของการเมืองในอนาคต เป็นภาพการตื่นขึ้นมาของการเมืองใหม่และแนวโน้มที่จะนำปรากฏการณ์ใหม่เข้ามา
ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับพรรคพลังประชารัฐ
เนื่องจากการดำรงอยู่ของพรรคพลังประชารัฐคือการฟื้นของเก่า
1 คือ อนาคต 1 คือ อดีต