ศึกชิงปธ.สภาสะท้อนเกมเดือด
ศึกชิงปธ.สภา – การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาและรองประธานอีก 2 คน เมื่อวันที่ 25-26 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความวุ่นวายมีการประท้วง ตีรวน จากสมาชิกเป็นระยะ และยังเต็มไปด้วยชั้นเชิง เพื่อชิงความได้เปรียบ ก่อนจะโหวตเลือก นายชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภา นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 และ นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภา คนที่ 2
บรรยากาศในสภาที่เกิดขึ้น สะท้อนอะไรบ้าง นักวิชาการและอดีตรองประธานสภา มีความเห็น ดังนี้
ยุทธพร อิสรชัย
รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

สิ่งที่เราได้เห็นคือในสภามีภาวะ เสียงปริ่มน้ำ ที่ทำให้เกิดการแกว่งไปแกว่งมาของทั้งสองขั้ว สะท้อนให้ เห็นว่าการเมืองเสียงปริ่มน้ำแบบนี้ คงจะมีการออกฤทธิ์กันอีกหลายๆ ครั้ง รวมถึงระยะอันใกล้นี้ที่จะมีการโหวต นายกฯด้วย
ในภาวะเช่นนี้คิดว่าไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น แต่จะมีปัญหาไปถึงเสถียรภาพของระบบรัฐสภาโดยรวมด้วย เพราะถ้าสภาวะการเมืองในสภามีเสียงปริ่มน้ำก็จะกลายเป็นการเล่นเกมกันในสภา สุดท้ายการที่ประชาชนไม่เกิดความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภาโดยรวมแล้ว เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าเสถียรภาพของรัฐบาลด้วยซ้ำ
การโหวตตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 เราเห็นแล้วว่าห่างกันเพียงแค่สองเสียง คิดว่าปริ่มเกินไปและสะท้อนให้เห็นว่า เกิดสภาวะการต่อรองภายในและภายนอก แล้วยังมีอีก 5 คนที่ตั้งใจจะลงคะแนนผิด ซึ่งเป็นส.ส.จากพลังประชารัฐทั้งหมด
ในลักษณะเดียวกันเรื่องเหล่านี้ก็เกิดขึ้นภายในเพื่อไทย เช่นเดียวกัน เพราะเมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้ ทำให้ทุกคะแนน เสียงมีความหมาย ทำให้ส.ส.เกิดการรวมกลุ่มการที่จะต่อรองภายในพรรคของตัวเอง ขณะเดียวกันจะมีการต่อรองภายนอกด้วย
เชื่อว่ากลุ่มงูเห่าก็จะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และกลุ่มงูเห่าเหล่านี้จะต้องมีการเจรจา กันเป็นครั้งๆไปอย่างที่มีคนกล่าวเปรียบเทียบเอาไว้ว่า งูเห่าพุงกาง อย่างนั้นก็เป็นไปได้
แน่นอนว่าครั้งนี้เป็นสัญญาณแรกที่การทำงานในสภาจะไม่ราบรื่น แม้ด่านแรก คือการเลือกนายกฯ มีส.ว.มาร่วมด้วย จะมีกลุ่มงูเห่าบวกๆ ลบๆ บ้างในวันที่ โหวตเลือกนายกฯ คงไม่เป็นปัญหาเพราะส.ว. 250 คน อย่างน้อยก็ต้อง 200 คน ที่คิดว่าจะเลือกให้กับพลังประชารัฐ เพราะจะเห็นได้จากการเลือกประธานและ รองประธานวุฒิสมาชิก เลือกได้อย่างมีเอกภาพมาก
แต่หลังจากนี้จะทำอย่างไรในเมื่อกระบวนการที่ต้องทำงานทางการเมืองนั้นมีหลายอย่างที่ส.ว.เข้ามาร่วมไม่ได้ เช่น เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงถือเป็นงานหนักและเป็นสัญญาณเตือนให้ระวังสำหรับรัฐบาลหลังจากนี้
การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติจึงถือ ว่ามีความสำคัญมากถ้าสุดท้ายกลาย เป็นเรื่องคณิตศาสตร์ทางการเมือง เป็น เรื่องการต่อรองผลประโยชน์ เมื่อถึง ตอนนั้นประชาชนจะลุกขึ้นมาทำการเมืองนอกสภา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้ เกิดขึ้น
ดังนั้นถ้ากลไกในสภาทำงานได้ ปัญหาการเมืองหลายอย่างก็จะถูกคลี่คลายในสภาแล้วสามารถเดินหน้าระบบการเมืองต่อไปได้ด้วยดี
อย่างไรก็ตาม ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯอีก ยังเชื่อว่าไปได้อีก 2 ปี ถึงแม้หลายคนจะมองว่าให้แค่ 6 เดือน ถึง 1 ปี ที่ มองอย่างนั้นเพราะยังมีตัวช่วย เช่น ส.ว. คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และกลไกตามรัฐธรรมนูญต่างๆ
ที่สำคัญหากวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาทำงานได้ 6 เดือนแล้วตัดสินใจยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คะแนนนิยมจะเป็นสิ่งที่สำคัญ พลังประชารัฐอาจจะคะแนนลดฮวบลง ฉะนั้นต้องมีการลากกันไปถูกันไป จนกระทั่ง 2 ปีเพื่อที่จะแก้ปัญหาเรื้อรัง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้เรียบร้อยก่อน จึงจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือลาออกเพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
เพราะถ้าปล่อยให้รัฐบาลล้มลงเร็ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจะยังใหม่อยู่ในสายตาของประชาชน การจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาก็เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธาน และรองประธานสภาที่ผ่านมา ทุกคนมีความคาดหวังว่าจะเห็นบรรยากาศการทำงานในสภาดีขึ้น สภาพการประชุมน่าจะดีขึ้น เพราะมีคนรุ่นใหม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาจำนวนมาก แต่น่าแปลกใจที่บรรยากาศการประชุมยังเหมือนเดิม ยังมีการโวยวายกลายเป็นสภาโจ๊ก
สมาชิกไม่เกรงใจประธานในที่ประชุม หรือยังมีการแสดงวาทกรรมแทนที่จะตั้งใจทำหน้าที่ตามหลักการ นั่นหมายความว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปใหม่ไม่จริง
โดยทั่วไปสภาเดิมเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานเดินไปได้ช้า เพราะมีการเล่นเกมประท้วงกันจนกฎหมายเดินไม่ได้ การทำงานในสภาประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง จึงจะดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย ต้องคุมเกมให้ได้ ต้องยึดเนื้อหาสาระเป็นหลัก
เมื่อมีสภาชุดใหม่แล้วยังเป็นแบบนี้ เชื่อเลยว่างานของ ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่คืบหน้าแน่นอน และจะเป็นปัญหาเวลาที่เสนอญัตติ ตั้งกระทู้ หรือการพิจารณากฎหมายสำคัญ เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน
ตนจึงรู้สึกผิดหวังว่าบรรยากาศคล้ายกับสภาเดิมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสมาชิกยังไม่มุ่งมั่นในการทำหน้าที่ และความรับผิดชอบ
สิ่งที่เห็นได้ในการประชุม 2 วัน มีการชิงไหวชิงพริบกัน พรรคอื่นถูกพรรคประชาธิปัตย์ตีกินหมด คนของพรรคพลังประชารัฐก็อ่อนหัด กลัวพรรคประชาธิปัตย์จะไปเข้ากับพรรคเพื่อไทย เป็นที่มาว่าพรรคประชาธิปัตย์กล้าต่อรองกระทรวงมหาดไทย ต่อรองเอากล่องดวงใจซึ่งแปลว่าไม่กลัว
ส่วนผลคะแนนของรองประธานสภา คนที่ 1 ที่ออกมาแบบเสียวไส้กองเชียร์นั้น สะท้อนเลยว่าถ้าเป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือการลงมติไม่ไว้วางใจ วิเคราะห์ได้เลยว่าค่ายกมือจะแพงขึ้น เพราะมีการให้เงินกันอยู่แล้ว เป็นตัวสะท้อนได้ว่ามีความอันตรายอยู่ตลอดเวลา เพราะขึ้นอยู่กับชั้นเชิงแต่ละฝ่ายว่ามีเทคนิคอย่างไรในการดึงเสียงมาให้ได้
ลักษณะเช่นนี้เชื่อว่า สภาพรัฐบาลจะเป็นรัฐบาลขาเป๋ แม้ว่ารัฐบาลรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร แต่คงยังไม่รู้ว่าจะกระทบตัวหรือไม่ เวลาอภิปรายส.ส.มีเอกสิทธิ์อาจจะพูดแรง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะทนได้หรือไม่ งานนี้ปวดหัวแน่นอน เพราะหลังจากนี้เป็นของจริงแล้ว เขายังไม่รู้ว่านายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นคนดีถึงจะชนะ ถ้าเห็นแก่พวกพ้องผลประโยชน์พวกพ้องจะยิ่งตาย
อย่างไรก็ตาม การต่อรองเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้วทุกเรื่อง เทคนิคสมัยใหม่อาจจะมีการลองของให้ดูญัตติธรรมดาแล้วเสียงหายตอนยกมือ ทำให้แพ้ เพื่อลองเสียง
ใครเป็นวิปต้องคุมให้อยู่ แต่ผมว่าคุมยาก เพราะรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพงูเห่าเกิดขึ้นตลอดแน่นอนเว้นแต่ผลประโยชน์ที่เขาได้รับ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย

สำหรับบรรยากาศการ เลือกประธานสภา และรองประธานสภา ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นสีสัน ไร้เหตุการณ์ ความรุนแรง แม้จะมีเหตุประลองกำลังกันนิดหน่อยในกรณีที่จะมีการขอเลื่อนการประชุมออกไป แต่ถือว่าเป็นการดึงเกมกัน
โดยภาพรวมถือว่าเบากว่าการโหวตเลือกประธานและรองประธานสภาในสมัยก่อนๆ ที่แรงกว่านี้เยอะมาก
อย่างไรก็ตาม อยากให้ ส.ส.ช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของสภาให้มากกว่านี้หลังจาก ที่เราห่างหายจากการประชุมสภา มานานกว่า 5 ปี โดยเฉพาะกรณีที่มีการโห่ฮากัน รวมทั้งการใช้คำพูดที่ไม่สุภาพ ด่าทอกันซึ่งดูหยาบคาย และไม่เหมาะสมอย่างยิ่งเชื่อว่าประชาชนที่รับชมกันอยู่ไม่ชอบกิริยาแบบนี้
ที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้เรามี ส.ส.หน้าใหม่เข้ามาจำนวนมาก อยากให้ ส.ส.รุ่นเก่าเป็นตัวอย่างที่ดี อย่าใช้ความรุนแรง และอยากให้ ส.ส.รุ่นใหม่ศึกษาในแง่มุมดีๆ
ส่วนกรณีการโหวตเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 ที่มีคะแนนห่างกันเพียง 2 คะแนน นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนฝ่ายเดียวกันเอง ว่าหากทำอะไรให้ไม่พอใจ ทุกเรื่องสามารถ พลิกโผและพลิกผันได้ตลอดเวลา ซึ่งเหตุการณ์ นี้ถือเป็นหนึ่งเหตุการณ์ที่จะส่งสัญญาณ ให้เห็นว่ารัฐบาลที่กำลัง จะเกิดขึ้นมีความไม่ มั่นคงเลย
ยิ่งถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมา เป็นนายกฯ โดยที่ไม่มีมาตรา 44 ท่านคงจะต้อง ใช้ความอดทนมากพอสมควร ต้องทำใจที่จะ รับฟัง ต้องทนการซักถามจากเพื่อนสมาชิกให้ได้ และต้องแจกแจงซึ่งคงไม่ง่ายอย่างที่ท่านแถลงเรื่องนโยบายหรือผ่านงบประมาณในสภาเหมือนที่ผ่านๆ มา
และเช่นกันในกรณีที่พรรคเพื่อไทยต้อง เป็นฝ่ายค้าน ยืนยันว่าเราจะทำหน้าที่ด้วยความสุภาพ ไม่แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพเพราะเชื่อว่าประชาชนเบื่อหน่าย เราจะค้านอย่างเป็นเหตุ เป็นผลเพื่อให้ประชาชนศรัทธาต่อระบบรัฐสภา รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต้องทำใจ เพราะเสียงที่ปริ่มน้ำแบบนี้ ทำอะไรก็ลำบาก เหนื่อยแน่นอน
ดังนั้น รัฐบาลต้องบริหารจัดการให้ดี ต้องหาวิธีการหรือแรงจูงใจให้กับฝ่ายตนเอง ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีงูเห่าเหมือนเช่นการเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นได้แน่นอน