ใครที่เคยมองว่าพรรคอนาคตใหม่เป็น “ละอ่อน” และ “ไร้เดียงสา” ยิ่งในทางการเมือง เมื่อปะเข้ากับกรณีการยื่นเรื่อง 41 ส.ส.ครองหุ้นในบริษัทสื่อผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร
ก็สมควรต้องเช็ด “แว่น” เก่าที่เคยสวมเมื่อทอดตามองไปยังพรรคอนาคตใหม่เสียใหม่
เพราะนี่คือ “เผือกร้อน”อย่างระอุยิ่งในทางการเมือง
เพราะเมื่อการยื่นครบกำหนด 7 วันแต่กลับไม่มีท่าทีใดๆจากศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะในกำหนด 7 วันนั้นก็มีการเคลื่อนไหวจากหัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือขอให้ชะลอ 27 ส.ส.ของพรรคที่มีหุ้นในบริษัทที่มีเป้าหมายประกอบกิจการสื่อออกไป
ก็เห็นแล้วว่า”เผือกร้อน”นี้เริ่มลวกพรรคพลังประชารัฐ
กรณีที่ระบุว่า 41 ส.ส.ถือครองหุ้นสื่อนั้นอาจมีรายละเอียดแตกต่างไปจากกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือครองหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย
แต่ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ท่าทีของกกต. ท่าทีของศาล
1 คำวินิจฉัยของกกต. คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง 1 คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยุติการปฏิบัติหน้าที่
2 กรณีนี้ดำเนินไปในท่วงทำนองแบบ คนละเรื่องอย่างเดียวกันได้โดยอัตโนมัติ
คำถามก็คือ จะถือบรรทัดฐานใด
จะถือบรรทัดฐานศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะถือบรรทัดฐานกกต. หรือจะถือบรรทัดฐานของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญต่อ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
สังคมจึงเฝ้ามองด้วยความสนใจอย่างเป็นพิเศษ
ประเด็นอันเป็นความสนใจร่วมกันของสังคมก็คือ บรรทัดฐานหรือมาตรฐานขององค์กรอิสระ ว่าจะเป็นบรรทัดฐานเดียว หรือว่าเป็น สองมาตรฐาน
การเสนอของพรรคอนาคตใหม่จึงนำไปสู่ “คำถาม”
ไม่เพียงแต่เป็นคำถามต่อ 41 ส.ส.อันเป็นเป้าหมาย หากแต่ยังเสนอโดยตรงไปยังองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นกกต. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นคำถามในเรื่องความเที่ยงธรรม โปร่งใส