บทสรุปที่ว่า “ลูกผู้ชาย ยืดได้ หดได้” อันนิยมอ้างอิงกันกระทั่งเป็น สำนวนกำลังภายใน สมควรนำมาปรับใช้ต่อท่าทีของ “กลุ่มสามมิตร”ได้อย่างสอดคล้องคล้องรับ
ไม่ว่าจะเป็น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่ว่าจะเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายอนุชา นาคาศัย
หรือแม้กระทั่ง นายสิระ เจนจาคะ ซึ่งเคยเหนียวคันศรสุดโต่ง จนถึงระดับจะเสนอญัตติขับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค
เมื่อผลเด่นชัดอย่างยิ่งว่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมิได้เป็นของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ปฏิบัติการ “กลืนเลือด”จึงได้บังเกิดขึ้น
แม้ว่า “กลุ่มสามมิตร”จะเคลื่อนไหวสะสมกำลังด้วย”พลังดูด”ตั้งแต่ก่อนพรรคพลังประชารัฐจะเป็นตัวเป็นตน แต่นับจากเดือนเมษายน 2561 เป็นต้นมา
ต้องยอมรับว่า “กลุ่มสามมิตร”อยู่ในสถานะตั้งรับมาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเมื่อมีการพิจารณาอันดับของ “บัญชีรายชื่อ”
ทั้งๆที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น ส.ส.มาตั้งแต่ปี 2526 และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ยุคพรรคกิจสังคม
แต่ก็ต้องยอมรับอันดับที่ 2 รองจาก นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ และก็ต้องรองรับอันดับ 4 รองจาก นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อันมาจากพรรคประชาธิปัตย์
และมีบทบาทอย่างสูงในการปูทางสร้างเงื่อนไขรัฐประหารมากับ กปปส.และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เมื่อมาพิจารณาในเรื่องตำแหน่งก็ต้องถอยร่นไปอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงยุติธรรม
กลายเป็นพลเมืองชั้น 3 ภายในพรรคพลังประชารัฐ
ถามว่าปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐจบลงทันทีที่มีการตั้งโต๊ะ แถลงข่าว จบลงทันทีที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กล่าวคำขอโทษในที่ประชุมส.ส.เมื่อค่ำวันที่ 2 กรกฎาคมอย่างนั้นหรือ
คำตอบเห็นได้จากแถลงของ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ
“จากที่หลายฝ่ายออกมาแสดงจุดยืนทำให้ทุกคนมองเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก”
บทสรุปจึงลงเอยที่คำ “อันว่าความสามัคคีนั้นดีอยู่”