พลันที่วาระแห่งการแถลงนโยบายรัฐบาลมีความแจ่มชัดว่าน่าจะเป็นภายในวันที่ 24-25 กรกฎาคม ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักตามมาโดยอัตโนมัติ
โดยเฉพาะบทบาทของพันธมิตร 7 พรรคฝ่ายค้านได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างสูง
เกิดความคาดหวังว่าจะเป็น “วาระ”ยอดนิยมของประชาชน
ความคาดหวังเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย ตรงกันข้าม เป็นการดำรงอยู่บนพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของรัฐสภาได้กลายเป็นความหวังสำคัญของสังคม
เนื่องจากที่ผ่านมา 5 ปีสังคมประสบสภาวะเฉื่อยเนือยของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อันถูกครอบงำโดยคสช.
สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นจุดเปรียบเทียบอย่างมีความหมาย
จุดที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เมื่อมีการนำเอาภาพการประชุมของวุฒิสภามาวางเรียงเคียงกับความคึกคักของพรรคฝ่ายค้านในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ความว่างโหวงในห้องประชุมวุฒิสภาอาจมิได้เหนือความคาดหมายเนื่องจากวุฒิสภาคือภาพจำลองของสนช.
แต่ภาพในลักษณะเดียวกันนั้นเมื่อนำไปวางเรียงเคียงข้างกับเก้าอี้นั่งในซีกของ 19 พรรคร่วมรัฐบาลก็มองเห็นได้อย่างใกล้เคียงกัน
กระทั่งกลายเป็นปัญหานำไปสู่การโต้เถียงในที่ประชุมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมอย่างแจ่มชัด
ในกาลอดีต ภาพของที่ประชุมสภาไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร อาจมิได้ปรากฏ ณ เบื้องหน้าประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนั้น
แต่มาถึงในยุคของโซเชียล มีเดีย ทุกจังหวะก้าวการเคลื่อนไหวล้วนมิอาจรอดพ้นไปจากการเฝ้าสังเกตติดตามของสังคม
คสช.และรัฐบาลหรือ 19 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอาจมองบทบาทและการเคลื่อนไหวของพันธมิตร 7 พรรคฝ่ายค้านอย่างหมิ่นแคลนเพราะถือว่าตนมีจำนวนมากกว่า
แต่จำนวนมากกว่าแล้วมองข้ามหัวประชาชนก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนในทางการเมืองได้
เพราะฝ่ายค้านมิได้มีอยู่แต่ในสภา หากอยู่นอกสภาอีกมาก
บทบาทการเฝ้ามองและติดตามของประชาชนต่างหากที่จะมีส่วนอย่างสำคัญในการตรวจสอบและควบคุมรัฐบาล