ตรวจสอบการใช้เงิน : คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

ข่าวที่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนฯ จะได้รับเงิน หัวละ 80 ล้านบาท จากพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนของงบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท ตามที่มีส.ส.ฝ่ายค้านอภิปรายถึง ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าจะเป็นจริง

เพียงแต่ก่อนหน้านี้เคยมีงบพัฒนาจังหวัดของส.ส.จัดสรรตรงไปยังพื้นที่ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

ส่วนครั้งนี้ เมื่อมีการจุดประเด็นขึ้นในการอภิปราย จึงกลายเป็นเรื่องที่เปิดเผยและเกิดการถกเถียงว่าปัจจุบันทำไม่ได้ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 144 บัญญัติว่าส.ส.จะผันงบลงพื้นที่ตนเองไม่ได้

ดังนั้นแม้เป็นหัวข้อที่ออกตัวแรงหรือล้ำหน้า แต่ถือว่ามีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบ

ภารกิจสำคัญของส.ส. เมื่อพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้ 1 ล้านล้านบาทมีผลบังคับใช้ คือการตรวจสอบว่าเงินดังกล่าวจัดสรรและใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างไร ตามภารกิจแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ขณะเดียวกันต้องป้องกันการทุจริต แบ่งผลประโยชน์ที่จำกัดวงแคบ หรือเอื้อให้เกิดความไม่เท่าเทียม

การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบเงินกู้ที่ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติด่วนไปแล้ว เป็นเรื่องสมควรที่ต้องได้รับความร่วมมือ

ส่วนข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการใช้เทคโนโลยีสำหรับการตรวจสอบ

การสร้างดิจิตอลแพลตฟอร์มเพื่อบรรจุเนื้อหาข้อมูล และอัพเดตสถิติตัวเลขการใช้เงินของทุกโครงการและมาตรการแก้ไขโควิดของทุกหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ จะเป็นช่องทางการใช้เงินอย่างเปิดเผยโปร่งใส

เมื่อรัฐบาลและหน่วยราชการดึงข้อมูลของประชาชนไปใช้สำหรับการตรวจสอบ ติดตาม เพื่อรับมือกับโรคระบาดได้ รัฐบาลควรให้ตัวแทนประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลการใช้เงินของประเทศเช่นกัน

การดึงเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะทำให้กระบวนการตรวจสอบรวดเร็วยิ่งขึ้น แก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น

อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงให้การบริหารราชการให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน