FootNote:สถานการณ์มิถุนายน 2563 กับกรณี ปรีดิยาธร เทวกุล
กระบวนการทางการเมืองอันเกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐคือ กระบวนการทางการเมืองอันเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงครม.ใน เดือนสิงหาคม 2558
ก่อนการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
แม้การลาออกของกรรมการบริหารพรรคจำนวน 18 คน จะมีผลโดยอัตโนมัติทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดต้องพ้นไปโดยปริยาย
คล้ายกับเป้าหมายจะอยู่ที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ นายอุตตม สาวนายน จะอยู่ที่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
แต่เป้าหมายอย่างแท้จริงอยู่ที่การปรับครม. อยู่ที่ตำแหน่งรัฐมนตรีของ นายอุตตม สาวนายน อยู่ที่ตำแหน่งรัฐมนตรีของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
และที่สุดจะอยู่ที่ตำแหน่งของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
คนที่อ่านเกมทุกอย่างได้ทะลุลอดปลอดโปร่งในที่นี้จึงมิได้มีแต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เท่านั้น หากแม้กระทั่ง นายสมหมาย ภาษี ก็ต้องยิ้มออกมาด้วยความปลอดโล่ง
ถามว่าเหตุใดในเดือนมิถุนายน 2563 จึงไม่ทำเหมือนเดือนสิงหาคม 2558
คำตอบก็คือ เพราะเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2558 ขณะที่ในเดือนมิถุนายน 2563 อยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
เพราะรัฐบาลเมื่อเดือนสิงหาคม 2558 เป็นรัฐบาลจากการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ขณะที่รัฐบาลในเดือนมิถุนายน 2563 มาจากการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
ส่งผลให้รากฐานของรัฐบาลต้องอาศัยกลไกของพรรคพลังประชารัฐ อันเป็นกลไกที่ก่อตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นกลไกที่เหมือนกระดานหกจากการเลือกตั้ง
จึงต้องเริ่มจากพรรคพลังประชารัฐไปสู่การปรับครม.
หากพูดตามสำนวนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อันเป็นสำนวนเดียวกันกับที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชมชอบในการตอบคำถาม
ก็คือ ทุกอย่างเป็นไปตาม”กฎหมาย”
ทุกอย่างเป็นไปตาม “รัฐธรรมนูญ” ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของพรรคการเมือง เป็นไปตามมติของพรรคพลังประชารัฐ
เพราะ “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ DESIGN มาเพื่อพวกเรา”
ไม่ว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จึงร่วมกับการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ด้วยความเคารพ อย่างเคร่งครัด
การเปลี่ยนแปลงจึงบังเกิดภายในพรรคพลังประชารัฐ