บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงหลังมากด้วยความแหลมคม มากด้วยความร้อนแรง
ปลายหอกพุ่งเข้าใส่ “คสช.”
ปลายหอกพุ่งเข้าใส่ “รัฐบาล” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง”แม่น้ำ 5 สาย”
ไม่ว่าเรื่อง “เซ็ต ซีโร่” ต่อ “กกต.”
ยิ่งมาถึงเรื่อง “ไพรมารี โหวต” ยิ่งดาหน้าออกมาในแบบแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง
ไม่ว่ามองผ่าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ไม่ว่ามองผ่าน นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ไม่ว่ามองผ่าน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ
น่าจับตา น่าสงสัย
คนที่ติดตามบทบาทพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2489 ก็มองออกอ่านทะลุ
หรือแม้ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะเข้าใจ
การแสดงออกของหลายคนจากพรรคประชาธิปัตย์เท่ากับเป็น “คำตอบ” ทางการเมือง
เป็นการแสดงบทบาทตรงกันข้ามกับ”กปปส.”
บ่งบอกให้รู้ว่า การที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่งคนเข้าไปเพื่อ”ปรับความคิด”ของพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นไปอย่างที่กปปส.ต้องการ
ไม่หมู
การพุ่งปลายหอกโดยตรงไปยังคสช.ไปยังรัฐบาล เท่ากับสวนทางกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
พรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง
กระนั้น กลยุทธ์อย่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสานกับ นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ แสดงออกก็เหมือนกับเมื่อปี 2529
นั่นก็คือ แยกกันเดิน รวมกันตี
บางส่วนชูหัวหน้าพรรคเป็น”นายกรัฐมนตรี” บางส่วนชู พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
สถานการณ์ในยุค”คสช.”ก็อีหรอบเดียวกัน
ทาง 1 ยังเล่นบททระนงองอาจวิพากษ์คสช.ทุกเม็ด ทาง 1 ยังเห็นว่าคสช.เหมาะสมในระยะเปลี่ยนผ่านการเมือง
หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน