FootNote:ภาพ 2 ภาพ ภาพเปรียบเทียบ เบื้องหน้า #SAVE วันเฉลิม
มีภาพ 2 ภาพกำลังเสนอตัวเข้ามาให้สังคมพิจารณาเพื่อประเมิน และการตัดสินใจ
ภาพ 1 คือ การเคลื่อนไหวที่เรียกว่า #SAVEวันเฉลิม
เป็นการเคลื่อนไหวโดยสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่ง ประเทศไทย ร่วมกับประชาชน เพื่อเรียก #ตามหาความจริง ในกรณีการหายตัวไปของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่กัมพูชา
เป็นภาพที่พวกเขาออกมาเรียกร้องกับรัฐบาลไทยและสหประชาชาติในกรณีที่ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกทำให้หายไปอย่างอุกอาจและมีเงื่อนงำ
พวกเขาเดินทางไปยังสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย พวกเขารณรงค์โดยการติดโบและริบบิ้นขาวตามสถานที่สำคัญในเชิงสัญลักษณ์
ไม่ว่าจะเป็นหน้าทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นหน้ากระทรวงกลาโหม
จึงปรากฏอีกภาพ 1 คือการสกัดขัดขวางถึงขั้นจับกุม
การสกัดขัดขวางปรากฏขึ้นตั้งแต่แรกมีการเคลื่อนไหวหลังการหายตัวไปของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ กลางเมืองพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน
เป็นการขัดขวางโดยอ้างสถานการณ์”โควิด” เป็นการขัดขวางโดยความพยายามใช้พรก.ฉุกเฉินที่มีอยู่ในมือ
แต่เมื่อประสบกับกระแสต่อต้านและคัดค้านในทางสังคมหน ทางเลือกของรัฐบาล หนทางเลือกของฝ่ายความมั่นคงคือการนำเอาพรบ.รักษาความสะอาดและพรบ.จราจรทางบกมาเป็นอาวุธ
คำถามก็คือทำไมการแสดงความห่วงใยต่อการหายตัวไปของ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ กระทั่งเกิด #SAVE วันเฉลิม จึงกลายเป็นความผิด
ทั้งๆที่ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนไทย และเป็นการหายตัวไปในอย่างอุกอาจใจกลางนครหลวงของกัมพูชา
เหตุใดความห่วงใยต่อ”คนไทย”จึงกลายเป็น”อาชญากรรม”
ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความห่วงใยอันแสดงออกผ่านสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นั้นกระทำไปด้วยความเคารพในพรก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ด้วยสำนึกและด้วยความเคร่งครัดอย่างสัมผัสได้ในทางรูปธรรม
นั่นก็คือ ไม่กระทำการเกินกว่า 5 คนที่พรก.กำหนด
เป็นการเคลื่อนไหวในทางความคิด เป็นการเคลื่อนไหวอย่าง ไม่ละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง
นี่คือความงดงามของความเคลื่อนไหวสะท้อนห่วงหาอาทร