คอลัมน์ บทบรรณาธิการ : ใช้เงินให้เป็น
ใช้เงินให้เป็น : ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ตัวเลขที่เผยแพร่ออกมาแล้ว มีวงเงินสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งประชาชนอาจไม่แปลกใจนัก เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเงื่อนไขของการพลิกผันสถานการณ์ที่ทำให้รัฐต้องใช้เงินสูง
แต่ถึงจะสูงอย่างไร สิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากคือการใช้เงินของรัฐ ที่จะต้องทำให้คุ้มค่า ทุกด้าน ไม่ว่าเยียวยา ซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือ ลงทุน
จะทำอะไรควรจะบอกและถามประชาชนอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกับการรื้ออาคารไม้เก่าแก่ที่จังหวัดแพร่
เป็นตัวอย่างที่รัฐราชการคิดจะทำอะไรโดยไม่สื่อสารกับประชาชน จากที่เสียน้อยจึงกลายเป็นเสียมาก
สําหรับร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ เป็นฉบับที่ 2 ที่จัดทำโดยรัฐบาลหลังการ เลือกตั้ง และมีสภาผู้แทนฯ โดยเฉพาะฝ่ายค้านตรวจสอบ
หน้าที่ของฝ่ายค้านที่ต้องตรวจสอบ วิเคราะห์ และวิจารณ์จึงเป็นที่คาดหมายของประชาชนเช่นกันว่าจะเข้มข้นจริงจัง
โดยเฉพาะงบกลางที่มักเรียกกันว่า การตีเช็คเปล่า จากเดิมที่รัฐบาลก่อนๆ มักสำรองไว้ใช้งานที่ทำให้เกิดความคล่องตัว และในสถานการณ์ฉุกเฉิน
แต่ปัจจุบัน งบกลางถูกประชาชนจับจ้องมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงความโปร่งใสและความจำเป็น
ที่เพิ่มขึ้นมาคือความคุ้มค่าในการดึงงบส่วนนี้ไปใช้
ร่างกฎหมายงบประมาณ 2564 มีจำนวนงบกลาง เพิ่มขึ้นจากปี 2563 เกือบ 1 แสนล้านบาท รวมแล้ว สูงถึง 6.14 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.6 ของงบทั้งหมด
การใช้งบส่วนนี้ฝ่ายบริหารเป็นผู้จัดการ ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีส่วนพิจารณากลั่นกรอง ต่อให้เขียนว่าไว้ใช้เยียวยาผลกระทบโควิด
เช่นเดียวกับงบกระทรวงกลาโหม แม้จะปรับลดลง แต่ก็ยังสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท โดยที่ประชาชนมีส่วนรับรู้น้อยมากว่าเงินจะไปใช้ทำอะไร และมักทราบหลังทำสัญญาซื้ออาวุธ ไปแล้ว
ความจำเป็นที่รัฐบาลกล่าวอ้างนั้นไม่ได้ช่วยพิสูจน์ว่า ใช้เงินเป็น หรือไม่