ติดลบ
บทบรรณาธิการ
ติดลบ – แม้ไทยจะมีผลงานการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ดีจนเป็นที่ปลาบปลื้มว่าได้รับเสียงชมจากหลายประเทศ ถึงขั้นต้องต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานง่ายและสะดวก
แต่สิ่งนี้ก็แลกมาด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าวิตก บวกกับผลข้างเคียงที่ครอบคลุมสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง
จากการประเมินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เผยแพร่ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Outlook 2020 เดือนมิถุนายน แสดงให้เห็นถึงมุมที่รัฐคงไม่ปลื้มเท่าใดนัก
ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ปี 2563 จากผลกระทบโควิด จะติดลบถึงร้อยละ -7.7
ค่าติดลบนี้ไม่เพียงสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ยังสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียด้วย
ค่าเฉลี่ยการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ติดลบร้อยละ -2
สำหรับภูมิภาคเอเชีย ไอเอ็มเอฟคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของชาติใหญ่ ได้ จีน เป็นเพียงประเทศเดียวที่ไม่ติดลบ แต่ขยายตัวต่ำร้อยละ 1 ด้านอินเดีย ติดลบร้อยละ -4.5 ญี่ปุ่นร้อยละ -5.8 และเกาหลีใต้ -2.1
ส่วนค่าเฉลี่ยของโลกติดลบอยู่ที่ร้อยละ -4.9
เพียงตัวเลขของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่หดลงนี้ ก็พอจะสะท้อนภาพได้ว่า มีประชาชนเดือดร้อนจากสภาพการณ์นี้อย่างไร
เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ขยายตัวซ้ำยังติดลบ ก็จะมีการปลดพนักงานจำนวนมาก อีกทั้งการจ้างงานใหม่ไม่เกิด สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาอาชญากรรม และความเหลื่อม ล้ำทางสังคม
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้รัฐบาล แต่ควรเป็นบริบทที่รวมอยู่ในผลงานรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิดด้วย
เพราะการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินการควบคุมโรคระบาด ภาวะเศรษฐกิจ และเรื่องปากท้องของประชาชน ล้วนเชื่อมโยงกัน
หากมัวปลาบปลื้มกับตัวเลขด้านสาธารณสุข โดยไม่นำตัวเลขทางเศรษฐกิจมาประกบกัน ผลลัพธ์ก็คือ รัฐจะถือครองอำนาจพิเศษจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป โดยไม่เห็นว่าจะเสียหายอย่างไร
เรื่องน่าวิตกสำหรับทุกรัฐบาลก็คือ เมื่อมีอำนาจพอที่จะควบคุมประชาชนแล้ว สุดท้ายจะไม่รู้ว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร และต้องแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างไร