อาวุธยุทธศาสตร์ – ผู้นำรัฐบาลยืนยันเหตุผลที่ไทยต้องซื้อ เรือดำน้ำอีก 2 ลำ ว่าไม่ได้มีไว้ไปรบ หรือสู้กับใคร แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์

คำอธิบายนี้อาจทำให้นึกเปรียบเทียบกับนานาประเทศที่ครอบครองอาวุธเพื่อยุทธศาสตร์ หรือมีไว้เพื่อให้เพื่อนบ้านเกรงใจ

กรณีชัดเจนระดับโลกและอยู่ในภูมิภาคเอเชียคือเกาหลีเหนือ ซึ่งครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไว้นานผ่านผู้นำสูงสุดมา 3 สมัย ยังไม่เคยใช้กับศัตรู ชาติเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนบ้านร่วมสายเลือด

แต่เมื่อมีแล้วทำให้ประเทศดูน่ากลัวเกรง ไม่มีใครกล้ารุกราน อีกทั้งยังเคยทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกามีท่าทีจะเปิด การเจรจาเพื่อปลดอาวุธร้ายกาจนี้หลายครั้ง

แม้ยังไม่เคยสำเร็จก็ตาม

อาวุธนิวเคลียร์เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ระยะยาวของเกาหลีเหนือ แต่ไม่มีใครรู้ว่าคน ในประเทศต้องจ่ายเงินสำหรับการครอบครอง การบำรุงรักษา และการพัฒนา จำนวนเท่าใด

สิ่งที่คนภายนอกรับรู้คือคนเกาหลีเหนือไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีนัก เผชิญภัยแล้งและภัยธรรมชาติมาเป็นระลอก และเคยต้องรับความช่วยเหลือด้านอาหารจากโลกภายนอก

มีคำถามเช่นกันว่า ถ้าประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนนอกเมืองหลวงต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ มีภาวะทุพโภชนา อาวุธนิวเคลียร์เป็นยุทธศาสตร์เพื่อป้องกันใคร

เช่นเดียวกับเรือดำน้ำที่เกาหลีเหนือมีมากที่สุดในโลกขณะนี้ 83 ลำ เป็นยุทธศาสตร์ที่คุ้มค่าสำหรับประชาชนหรือไม่ ยากที่จะรู้

เนื่องจากระบอบการปกครองแบบเผด็จการไม่เปิดให้แสดงความคิดเห็นหรือตรวจสอบ

สําหรับประเทศไทย เมื่อไม่ใช่เผด็จการ การครอบครองเรือดำน้ำเป็นเรื่องที่ประชาชน มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ผ่านทั้งส.ส. ผ่านทั้ง สื่อมวลชน และผ่านโซเชี่ยลมีเดีย

รัฐบาลและกองทัพสามารถจับกระแสความต้องการของประชาชนได้ไม่ยาก โดยไม่จำเป็น ต้องพึ่งโพลสำนักใดสำนักหนึ่งที่มีข้อกังขา

แม้การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นงบประมาณของ กองทัพเรือ แต่ที่มาของเงินไม่อาจแยกขาดจากภาษีประชาชน

ที่ประชุมกมธ.ที่เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นวันที่ 28 ส.ค. น่าจะให้ คำตอบได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน