กระทบใจประชาชน – เข้าสู่กันยายน เดือนสุดท้ายของไตรมาสที่สามของปี สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนทั่วโลก ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ผลการประเมินจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ล่าสุดนี้คาดว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ขยายตัวติดลบที่ระดับร้อยละ -6.9 และทั้งปีคาดว่าจะติดลบร้อยละ -8.5

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปียังเติบโตอย่างชะลอตัว แม้สศค.ชี้ว่าเป็นการชะลอตัวที่ลดลง สะท้อนว่ามีการปรับตัวที่ดีขึ้น

แต่แนวโน้มนี้ยังไม่อาจปลอบใจได้เท่าไรนัก เมื่อเทียบกับการปิดตัวของกิจการต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ที่มีข่าวรายวัน

สําหรับการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมธุรกิจภาคบริการและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศยังไม่มีวี่แววคืนสภาพ แม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวการท่องเที่ยวภายในประเทศแล้ว

สศค.ระบุเองว่า การระบาดของโควิด-19 ทั่วทุกภูมิภาคของโลกส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับตั้งแต่เดือนเม.ย.2563

เมื่อบวกกับช่วงเวลาที่รัฐจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มประชาชนทยอยหมดไป รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรคนจนกำลังจะหมดอายุวันที่ 30 ก.ย.นี้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องชี้แจงกับประชาชนให้แน่ชัด

1 เดือนนับจากนี้ไป รัฐบาลมีแผนงานสำหรับรับมือเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนกลุ่มไหนอย่างไรเพื่อเตรียมการสำหรับสถานการณ์ไตรมาสสุดท้าย และปี 2564

ข่าวสารที่ไหวเวียนอยู่ตอนนี้กลับเป็นเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือในงบประมาณปี 2564 มูลค่า 22,500 ล้านบาท และข่าวเงินใช้จ่ายเพื่อสู้คดีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย กับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย อีก 111 ล้านบาท

ยังไม่นับข้อหวั่นใจว่าหากแพ้คดี ใครจะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายมูลค่าถึง 3 หมื่นล้านบาท จากการที่รัฐบาลคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 72/2559 สั่งระงับการอนุญาตและการ ทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมดในประเทศไทย เมื่อปี 2560

ล้วนเป็นเรื่องกระทบจิตใจประชาชนที่กำลังเผชิญเศรษฐกิจที่น่าตึงเครียด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน