บทบรรณาธิการ – โจทย์ของรมว.คลัง
การลาออกอย่างกะทันหันของรัฐมนตรีคลังที่ดำรงตำแหน่งมาไม่ถึงเดือน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรย่อมมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อภาคธุรกิจ และอาจมีอาการข้างเคียงไปถึงสถานะและภาพลักษณ์ของรัฐบาล
โดยเฉพาะช่วงเวลาตึงเครียดด้านเศรษฐกิจทั้งระดับโลกและระดับประเทศ ด้วยผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19
ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐมนตรีคลังย่อมรู้ได้ก่อนถึงโจทย์การบริหารการเงินการคลังที่ยากยิ่งยวด
ยิ่งเมื่อมีรัฐบาลชุดเปลี่ยนผ่านจากเหตุรัฐประหาร และมีปัจจัยทางการเมืองจากกระแสเรียกร้องให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ยิ่งทำให้แรงกดดันสำหรับการบริหารจัดการเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น ยากขึ้น และซับซ้อนขึ้น
ระหว่างการคัดเลือกรัฐมนตรีคลังคนใหม่ที่ทั้งต้องรีบและต้องเฟ้นหาบุคคลที่มีผู้ยอมรับในฝีมือและประสบการณ์ รัฐบาลยังต้องรีบหามาตรการรับมือทางเศรษฐกิจแบบไร้รอยต่อ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หน่วยงานรัฐเพิ่งแถลงออกมา ส่วนแรกมีวงเงิน 68,476.3 ล้านบาท ระบุว่ามุ่งกระตุ้นการใช้จ่าย วงเงิน 45,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มรากหญ้า ประมาณ 15 ล้านคน โดยแจก 3,000 บาทต่อคน เพื่อลดค่าครองชีพ ส่งเสริมการบริโภค
มอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งสรุปเงื่อนไขภายใน 2 สัปดาห์ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อดำเนินการแจกเงินเดือนตุลาคม
หวังให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 90,000 ล้านบาท
นอกจากนี้รัฐยังมีโครงการส่งเสริมการจ้างงานสำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชนวงเงิน 23,476.4 ล้านบาท
รายละเอียดระบุให้จ้างนักศึกษาจบใหม่ จำนวน 2.6 แสนคน ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน ตั้งแต่ 1 ต.ค.2563 – 30 ก.ย.2564 ครอบคลุม 77 จังหวัด มีกระทรวงแรงงานรับผิดชอบหลัก
ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีโครงการสนับสนุนการท่องเที่ยวด้วยเงินอุดหนุนต่อเนื่องจากงบประมาณ 22,400 ล้านบาท เป็นต้น
มาตรการกระจัดกระจายเหล่านี้มีทั้งที่เดินเครื่องแล้วและจะเดินเครื่องต่อไป แต่ยังไม่มีการแสดงแผนและผลที่ชัดเจนว่าตั้งแต่ดำเนินการมาแล้วได้ผลเป็นอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร
อย่างน้อยบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคลังคนใหม่น่าจะอธิบายภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ให้ประชาชนเข้าใจ