FootNote : ยิ้มของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสายตา ประชาชนมหาศาล
บนพื้นฐานแห่งอนุสาสน์ที่ว่า “การศึกมิหน่ายเล่ห์” กระบวนท่าในการยื้อและเตะถ่วงหน่วงเวลาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการอาจถือได้ว่ายอดเยี่ยม
เท่ากับเป็นการดัดหลัง และทำให้ความคึกคักของพรรคร่วมฝ่ายค้านอ่อนยวบลงภายในพริบตาพลัน
นี่คือการเดินเกมโดยใช้กระบวนการในทางรัฐสภา
สายตาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สายตาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สายตาของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อาจทอดมอง ไปยัง นายวิรัช รัตนเศรษฐ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ด้วยความชื่นชม
ชื่นชมที่สามารถทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องทดเวลาเพิ่มไปอีกอย่างน้อยก็ 1 เดือน กว่าจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาอีกในสมัยหน้า
เป็นชัยชนะที่รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลกับส.ว.มีต่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน อันเป็นเสียงข้างน้อยอย่างแน่นอนและเด่นชัด
แต่บังเอิญว่า “ผู้เล่น”ทางการเมืองมิได้มีแต่ “ฝ่ายค้าน”ในสภา
ตรงกับสภาพการณ์อันเกิดขึ้นในที่ประชุมรัฐสภานับแต่วันพุธที่ 23 กระทั่งถึงตอนเย็นย่ำค่ำวันพฤหสบดีที่ 24 กันยายน มิได้รอดพ้นไปจากสายตาประชาชน
ไม่ว่าประชาชนเรือนหมื่นที่นัดกันไปชุมนุม ณ บริเวณหน้ารัฐสภาเกียกกาย
ไม่ว่าประชาชนเรือนล้านที่ติดตามผ่านการถ่ายทอดสด
พลันที่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ยืนขึ้นเพื่อหารือและเปิดทางให้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน กระทำตามที่นัดหมายกันเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของฝ่ายใดในรัฐสภาไม่มีรอดพ้นจากสายตา
ท่วงท่าอาการอันมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่วงท่าอาการอันมาจากพรรคภูมิใจไทย ประสานเข้ากับท่วงท่าอาการการควบคุมการประชุมของ นายชวน หลีกภัย
ทั้งหมดนี้ก่อรูปในทางความรู้สึก ในทางความคิดให้บังเกิด
นำไปสู่การรู้เช่นเห็นชาตินักการเมือง ทั้งนักการเมืองพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และ ส.ว.
เหมือนกับขั้นตอนนี้ในทางการเมืองฝ่ายที่กำชัยคือรัฐบาล คือพรรคพลังประชารัฐ คือส.ว. และรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนาที่ร่วมรัฐบาล
กระนั้น ชัยชนะนี้ก็จะกลายเป็น “ชะนัก”ปักอยู่กลางหลัง
และจะกลายเป็น “เงื่อนไข”ให้การต่อต้านขยายวงออกไป