FootNote : แถลงการณ์ยืนยันใน “อำนาจ” ในมือของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แถลงการณ์นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ก็เช่นเดียวกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ขั้นร้ายแรง” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม
ความหมายมิได้หมายความว่านี่คือ เครื่องมืออันจะเป็น “อาวุธ” ในการบริหารจัดการกับสถานการณ์ที่กำลังร้ายแรงแหลมคม
หากที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังอยู่ที่ “ผล” ซึ่งจะตามมา
เพราะว่าพลันที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ขั้นร้ายแรง” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช้าตรู่ของวันที่ 15 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการสลายการชุมนุม ณ บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
ลงเอยด้วยการจับกุม นายอานนท์ นำภา ตามมาด้วย นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล และ นายภาณุพงศ์ จาดนอก
จากนั้น เมื่อมีการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์และแยกปทุมวันก็ดำเนินการปราบปรามในตอนค่ำของวันที่ 16 ตุลาคม
แทนที่ทุกอย่างจะจบจะยุติ สถานการณ์กลับบานปลาย
ในเมื่อบทเรียนจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ขั้นร้ายแรง” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่อันเป็นเป้าหมายกลับกลายเป็นศูนย์แห่งการชุมนุมอย่างต่อเนื่องและไม่ขาดสาย
ไม่ว่าจะเป็นที่ห้าแยกลาดพร้าวในวันที่ 17 ตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในวันที่ 18 ตุลาคม
ยิ่งกว่านั้น ยังแพร่กระจายออกไปเกือบในทุกปริมณฑลของกรุงเทพหานคร กระทั่งมีการเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปยังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลอีกคำรบหนึ่ง
และในที่สุดก็มีแถลงจากนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ “ถอยกันคน ละก้าว” พร้อมกับยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ขั้นร้ายแรง” กรุงเทพมหานครในวันที่ 21 ตุลาคม
ในอีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับเป็นการยอมรับว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ขั้นร้ายแรง” ไม่มีความหมายทางการปฏิบัติ
เพราะแม้จะมีการห้าม แต่การห้ามนั้นก็ไม่มี “ความหมาย”
แถลงการณ์จากนายกรัฐมนตรีเป็นการยืนยันว่าจะนำทุกข้อกฎหมายที่มีอยู่ในมือมาปฏิบัติเพื่อสกัดขัดขวางการเคลื่อนไหวทุกการเคลื่อนไหวให้จงได้
แถลงการณ์นี้จึงเท่ากับเป็นการยืนยัน “อำนาจ” ที่มีอยู่ในมือว่ามีอยู่จริงหรือไม่อย่างไร
จะดำเนินไปเหมือนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน “ขั้นร้ายแรง”
และจะสามารถยับยั้งทุกการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นทั้งในกทม.และต่างจังหวัดได้หรือไม่