คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

ม็อบ 25 พฤศจิกา – การนัดชุมนุมครั้งใหญ่รอบใหม่ของกลุ่มประชาชนและเยาวชนวันที่ 25 พ.ย. เป็นเหตุการณ์ที่ตึงเครียดสำหรับทุกฝ่าย

สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจแถลงว่าไม่กังวลเพราะทำตามกฎหมายฉบับต่างๆ รวมถึงพ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ และอาจแถลงว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดจากเจ้าหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งของคนกลุ่มใด อีกทั้งเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนไม่มีอาวุธ

แต่เหตุสลายการชุมนุมและปะทะกันที่บริเวณรอบนอกรัฐสภา วันที่ 17 พ.ย. มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นประสบการณ์ที่เพิ่มความตึงเครียดให้กับวาระการชุมนุมวันที่ 25 พ.ย.

นี่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐควรใส่ใจและต้องประเมินผลด้วยว่า มาตรการที่ใช้ไปก่อให้เกิด ผลดี-ผลเสียต่อทั้งผู้ชุมนุม ประชาชน และ เจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร

มิใช่มุ่งมั่นเพียงจะดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ด้วยข้ออ้างทางกฎหมายเท่านั้น

จากคำแถลงของกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 17 พ.ย. มีผู้บาดเจ็บ 3 ลักษณะ ได้แก่ กลุ่มแรกถูกยิงด้วยอาวุธปืน กลุ่มที่สอง หายใจเอาแก๊สและสารเคมีเข้าไป มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และยังไอจนถึงปัจจุบัน

กลุ่มที่สามได้รับผลกระทบจากน้ำที่ผสมสารเคมีแผลเหมือนถูกไฟไหม้ เพราะฤทธิ์สารเคมีจะทำลายผิวหนังตั้งแต่ผิวชั้นนอกจนถึงหนังแท้ หลายคนยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
หากถามว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบกับการใช้สารเคมีเหล่านี้หรือไม่ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะได้รับคำตอบ

ระหว่างนี้ ผู้บาดเจ็บต้องรับสภาพจากผลกระทบของอาวุธหรือสารเคมีต่อไปเช่นนั้นหรือ

แม้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิได้
แต่เป็นเรื่องชัดเจนเช่นกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐเป็นประชาชนคนหนึ่ง มีความเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ มีความคิด รู้จักผิดชอบชั่วดี

การบริหารราชการที่ชาญฉลาดไม่ใช่การใช้อำนาจทุกอย่างที่มีอยู่ในมือ แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาวินัยและการใช้จิตสำนึก

หากย้อนกลับไปดูเหตุปะทะในการชุม นุมของกลุ่มประชาชนของปีนี้ เจ้าหน้าที่จะพบว่าความไม่สมดุลนั้นที่มีส่วนทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน