คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
หยุดยั้งความรุนแรง – การฉีดน้ำผสมสารเคมี การใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชนในการชุมนุมที่แยกเกียกกายและหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย. จนมีผู้บาดเจ็บทั้งจากน้ำผสมสารเคมี แก๊สน้ำตา ถูกยิง และอื่นๆ ถือเป็นความรุนแรง
ศูนย์เอราวัณ เปิดเผยว่ามีผู้บาดเจ็บรวม 55 คน จากแก๊สน้ำตา 32 คน ถูกยิง 6 คน ป่วยขณะชุมนุม 4 คน และบาดเจ็บอื่นๆ อีก 13 คน กระจายรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆ คือ
วชิรพยาบาล 37 คน พระมงกุฎฯ 5 คน พระรามเก้า 4 คน ราชวิถี 4 คน รามาธิบดี 1 คน เพชรเวช 1 คน กลาง 1 คน เลิดสิน 1 คน และมิชชั่น 1 คน
ในจำนวนนี้ มีผู้แสดงตัวและแจ้งความทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้วที่สน.บางโพ
นพ.ทศพร เสรีรักษ์ แพทย์สนามอาสา ได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บบางส่วนมาแถลงข่าว ระบุได้รับผลกระทบรุนแรงจากการปะทะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกโดนยิงด้วยอาวุธปืน มีรายที่ถูกยิงที่ขา 2 คน ส่วนท้องและสีข้าง 1 คน รายที่หนักสุดคือถูกยิงขาข้างซ้ายกระดูกหัก ต้องผ่าตัดเอากระสุนออกและดามเหล็กไว้ โชคดีที่ไม่ถูกเส้นเลือดใหญ่ กลุ่มที่สองหายใจเอาแก๊สและสารเคมีเข้าไป มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และยังไอจนถึงขณะนี้
กลุ่มที่สามได้รับผลกระทบจากน้ำที่ผสมสารเคมีแผลเหมือนถูกไฟไหม้ เพราะผิวถูกเบิร์นด้วยสารเคมีทำลายผิวหนังตั้งแต่ผิวชั้นนอกจนถึงหนังแท้ หลายคนยังรักษาตัวในโรงพยาบาล
สารเคมีที่ใช้อันตรายมาก จึงเป็นการประทุษร้ายต่อประชาชน
เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้มีข้อสงสัยตามมาว่ามีการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ อีกทั้งการปะทะกันระหว่างกลุ่มการ์ดและมวลชนบางกลุ่ม จนเป็นเหตุให้มีการใช้อาวุธ ทำไมไม่เข้าไประงับเหตุ
จากนี้ไป กลุ่มราษฎรประกาศยกระดับการชุมนุมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหน้าที่ของรัฐคือการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่การประกาศจะใช้ความเข้มข้น บังคับใช้กฎหมายทุกตัวบทและทุกมาตรา ก็จะยิ่งเป็นเงื่อนไข
อีกทั้งยังมีการตั้งและระดมมวลชนเข้ามาเผชิญหน้ากัน ตามที่มีเอกสารลับของหน่วยงานความมั่นคงหลุดออกมา จึงยิ่งจะส่งเสริมความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา รัฐใช้อำนาจเด็ดขาดกดทับราษฎรมาตลอด แต่การใช้วิธีม็อบชนม็อบไม่ควรเกิดขึ้น