คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
กรณีล่าสุดที่กกต.ตั้งคณะกรรมการไต่สวนและตรวจสอบการเคลื่อนไหวของคณะก้าวหน้า ว่าเข้าลักษณะคล้ายพรรคการเมืองหรือไม่ พร้อมระบุว่าเรื่องนี้มีโทษทางอาญา
หากเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมือง จะมีความผิดตามมาตรา 111 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560
มีโทษถึงขั้นจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองอีก 5 ปี
กรณีดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดคำถามด้านตัวบทกฎหมาย แต่ยังสร้างบรรยากาศอึมครึมให้กับการเลือกตั้งอีกครั้ง
หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไป และกกต. มีมติสั่งดำเนินคดีอาญาหัวหน้าพรรคและอดีตกรรมการบริหารพรรค ดังกล่าว
คําถามที่ตามมาก็คือ การตีความว่าคณะก้าวหน้ามีลักษณะคล้ายหรือไม่คล้ายพรรคการเมืองนั้นเป็นไปใช้หลักการใด และมีผลทำให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบแก่ฝ่ายใดบ้าง
หากผู้สมัครที่คณะก้าวหน้าสนับสนุนได้รับความนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต้องพ้นจากเส้นทางการเลือกตั้งท้องถิ่นไปโดยเทคนิคทางกฎหมาย มากกว่าเรื่องทุจริตเลือกตั้งทั่วไป เป็นเรื่องน่าเสียดายหรือไม่
การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนอายุระหว่าง 18-26 ปีได้ใช้สิทธิ นับจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2555
เรื่องนี้จะเป็นผลลบต่อกระบวนการประชาธิปไตยหรือไม่ อาจไม่ใช่ความรับผิดชอบ ของกกต. แต่กกต.คงยากจะหลีกเลี่ยงที่ถูกสังคมตัดสิน