คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

จับจ้องกกต. – คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังมีบทบาทสำคัญอยู่ขณะนี้ในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ 76 จังหวัดครั้งแรกนับจากรัฐประหารปี 2557
ทุกครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้ง ภารกิจที่โดดเด่นของกกต.คือการป้องกันทุจริตในการเลือกตั้ง
ส่วนกกต.เองถูกจับจ้องจากสังคมเช่นกันว่า จะรักษาความเป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่แสดงอคติหรือลำเอียงต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่
ยิ่งเมื่อกกต.ชุดนี้มาจากการสรรหาในยุครัฐประหาร มีประสบการณ์จัดการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 มาแล้ว ยิ่งอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์
ดังนั้น สิ่งที่กกต.พึงสนใจด้วย คือการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน

 

กรณีล่าสุดที่กกต.ตั้งคณะกรรมการไต่สวนและตรวจสอบการเคลื่อนไหวของคณะก้าวหน้า ว่าเข้าลักษณะคล้ายพรรคการเมืองหรือไม่ พร้อมระบุว่าเรื่องนี้มีโทษทางอาญา

หากเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมือง จะมีความผิดตามมาตรา 111 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

มีโทษถึงขั้นจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองอีก 5 ปี

กรณีดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดคำถามด้านตัวบทกฎหมาย แต่ยังสร้างบรรยากาศอึมครึมให้กับการเลือกตั้งอีกครั้ง

หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบไป และกกต. มีมติสั่งดำเนินคดีอาญาหัวหน้าพรรคและอดีตกรรมการบริหารพรรค ดังกล่าว

 

คําถามที่ตามมาก็คือ การตีความว่าคณะก้าวหน้ามีลักษณะคล้ายหรือไม่คล้ายพรรคการเมืองนั้นเป็นไปใช้หลักการใด และมีผลทำให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบแก่ฝ่ายใดบ้าง

หากผู้สมัครที่คณะก้าวหน้าสนับสนุนได้รับความนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ต้องพ้นจากเส้นทางการเลือกตั้งท้องถิ่นไปโดยเทคนิคทางกฎหมาย มากกว่าเรื่องทุจริตเลือกตั้งทั่วไป เป็นเรื่องน่าเสียดายหรือไม่

การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนอายุระหว่าง 18-26 ปีได้ใช้สิทธิ นับจากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2555

เรื่องนี้จะเป็นผลลบต่อกระบวนการประชาธิปไตยหรือไม่ อาจไม่ใช่ความรับผิดชอบ ของกกต. แต่กกต.คงยากจะหลีกเลี่ยงที่ถูกสังคมตัดสิน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน