FootNote:มองการปรับระบบ “การ์ด” กับอุบัติแห่ง “ผู้นำ” ชุมนุม

คำประกาศเลิกกระบวนการของ”การ์ด”จาก นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ สะท้อนไม่เพียงแต่การพัฒนาและเติบใหญ่ของการเคลื่อนไหว หากที่สำคัญเป็นอย่างมากยังยืนยันถึงภาระและความจำเป็น

ในเมื่อขบวนการของ”ราษฎร”ยกระดับขึ้นเป็นลำดับในที่สุด ก็จำต้องมีการบริหารจัดการในการจัดกระบวนอย่างเป็นระบบ

นี่มิได้เป็นเพียงบทเรียนจากสภาพความเป็นจริงของ “เยาวชนปลดแอก” อันเริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคมและยอมรับกับสภาพความเป็นจริงในเดือนธันวาคมเท่านั้น

หากไม่ว่าในการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ก็ประสบในการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ก็ประสบ เพียงแต่มิได้มีเวลาอย่างเพียงพอในการปรับแก้ได้อย่างเหมาะสมเท่านั้น

ตัวอย่างจากการเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ก็มีตัวอย่างจากการเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ก็มี

เพียงแต่ไม่มีเวลาตระเตรียมและยอมรับเหมือนกับกระบวนการ เคลื่อนไหวของ”ราษฎร”เท่านั้นเอง

ภายในทุกการเคลื่อนไหวการเกิดขึ้นของ”การ์ด”มีความจำเป็นและเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไป เริ่มต้นจากการอาสา มิได้มีการวางระบบอะไร มากนักเน้นที่มีความรู้สึกร่วมกันกับขบวนใหญ่

แต่เมื่อการเคลื่อนไหวดำเนินมาอย่างยืดเยื้อจากเดือนกรกฎาคมเข้าสู่เดือนธันวาคมที่ไม่คิดว่าเกิดปัญหาก็เกิดปัญหา

อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นภายหลังการเคลื่อนไหวบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นในระหว่างการเคลื่อนไหวบริเวณห้าแยกลาดพร้าว เป็นต้น

เสียงเรียกร้องในเรื่องการบริหารจัดการจึงเริ่มดังขึ้น ไม่เพียงแต่จากมวลชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเท่านั้น หากแม้กระทั่งในหมู่แกนนำที่มีบทบาทด้วยกัน

นี่คือความเรียกร้องในเรื่องของการบริหาร เรื่องการแมนเนจ

เป็นไปไม่ได้หรอกที่”การ์ด”จะดำรงอยู่อย่างอิสระไม่ต้องขึ้นกับศูนย์การนำที่คุมยุทธศาสตร์ของการเคลื่อนไหว

ความเป็นจริงที่ทั้ง นายอานนท์ นำภา นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ จะต้องยอมรับก็คือ แม้การเคลื่อนไหวอย่างไร้”ผู้นำ”จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่คำถามก็คือ “ผู้นำ”เกิดขึ้นได้อย่างไร

“ผู้นำ”มาจากการเคลื่อนไหว “มวลชน”ต่างหากคือคนที่เลือกว่าใครจะเป็น”ผู้นำ”ในการขับเคลื่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน