คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง
กรณีบิ๊กเมาน์เท่น – การระงับเทศกาลดนตรี “บิ๊กเมาน์เท่น” สร้างความงุนงงสงกายิ่งผ่านกระบวนการข่าว
หากฟังแถลงจากผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องยอมรับว่าเป็นการระงับบนพื้นฐานแห่งการใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อมิให้เชื้อโควิด แพร่ระบาด
เนื่องจากการตรวจสอบไม่ได้มาตรฐานทางด้าน “สาธารณสุข”
หากติดตามข่าวผ่าน “สื่อเก่า” จากสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับ จากสื่อโทรทัศน์บางช่อง ความโน้มเอียงก็เอนไปในกระสวนเช่นนั้น
ขณะที่เมื่อดูจาก “สื่อใหม่” กลับกลายเป็นคนละเรื่อง
คําว่าคนละเรื่องในที่นี้เด่นชัดว่ามิใช่เชื้อโควิด หากแต่สกัดไวรัส “การเมือง” มากกว่า
เนื่องจากบรรยากาศที่สัมผัสได้ผ่านการรายงาน ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ กลับกลายเป็นว่ามีภาพหลายภาพที่แสลงใจรัฐบาล
เมื่อนักร้องนับ 1 2 3 4 5 ก็ตามมาด้วยเสียงขานรับหนึ่ง
บังเอิญที่เป็นเสียงขานรับอย่างที่คนซึ่งไปร่วมในการชุมนุมได้ยินอย่างต่อเนื่องนับแต่การชุมนุมในเดือนสิงหาคม เรื่อยมาจนถึงเดือนธันวาคม
ตรงนี้ต่างหากที่เทศกาลดนตรี “บิ๊กเมาน์เท่น” กลายเป็นของต้องห้าม
นี่คือการเลื่อนไหลในทาง “วัฒนธรรม” ดนตรีกับการชุมนุมเป็นหนึ่งเดียวกัน
นับแต่เกิดปรากฏการณ์ สตรีต อาร์ต บนถนนสีลมในเดือนกันยายน นับแต่เกิดปรากฏการณ์ ม็อบ เฟสต์ ในเดือนตุลาคม ก็เกิดการแปรเปลี่ยนในการชุมนุม
การชุมนุมดำเนินไปเหมือนงานแสดงศิลปะและดนตรี
ไม่เพียงแต่จะมีการเขียนรูปบนท้องถนน ไม่เพียงแต่มีการนำเสนอละครในแบบแฮพเพนนิ่งอาร์ต ไม่เพียงแต่ดนตรีมีความแนบแน่นกับการเมือง
วัฒนธรรม “ม็อบ” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมป๊อป”
แม้โดยกลไกแห่งอำนาจรัฐจะสามารถยับยั้งเทศกาลดนตรี “บิ๊กเมาน์เท่น” ได้
กระนั้น ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่นักดนตรีจะต้องการแสดงออก หากมวลชนซึ่งไปเสพรับดนตรีบนหนทางแห่งการเลือกของตนก็มีความต้องการด้วย
นี่เท่ากับอำนาจรัฐได้ปะทะกับรสนิยมดนตรีของ “คนรุ่นใหม่” เข้าอย่างจัง