คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
กติกาโลก – การดำเนินคดีผู้ชุมนุมทางการเมือง รวมถึงเยาวชนที่อายุ 16 ปี และเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี อีก 5 คน ด้วยมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา จากที่เป็นเรื่องน่าห่วงในประเทศ ลามเป็นข้อกังวลระดับโลกในที่สุด
กรณีนี้ชัดเจนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ – UNOHCHR ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลไทยยุติการใช้มาตรา 112 และข้อกล่าวหาอาญาร้ายแรงอื่นๆ ต่อผู้ประท้วงอย่างสันติ
หากไทยแสดงปฏิกิริยาตอบกลับ ด้วยแนวทางชาตินิยมหรือชี้แจงเพียงว่า ดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย จะยิ่งสนับสนุนข้อสงสัยเรื่องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเผชิญหน้ากับ ผู้ชุมนุม
เพราะก่อนหน้านี้มีการละเว้นการใช้มาตรานี้มาแล้ว ทั้งโดยวาจาบอกแจ้ง ของผู้นำประเทศและการปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่รัฐ
ถ้อยแถลงของ UNOHCHR สะท้อนถึงการติดตามสถานการณ์การชุมนุมในไทยมายาวนาน และได้ข้อสรุปว่าทั่วไปเป็นการชุมนุมโดยสันติ
การชุมนุมโดยสันติควรได้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ปราศจากความกลัวว่าจะถูกปฏิบัติการตอบโต้
แต่การควบคุมตัวบุคคลหรือจับกุมตัว อีกทั้งตั้งข้อหาอาญาร้ายแรงมีโทษถึงจำคุก 3-15 ปี กลับสวนทางกับแนวทางประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง
จากมุมมองของยูเอ็นฯ และมุมมองของกลุ่มวุฒิสมาชิกสหรัฐที่เรียกร้องให้ไทยทบทวนการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม เป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นที่เตือนว่า รัฐบาลไทยกำลังถูกตัดสินด้วยสายตาของโลกสากลมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลควรทบทวนให้ดีว่าการใช้มาตรา 112 เป็นผลลบกับประเทศอย่างไร และจะมีผลกระทบอื่นๆ ตามมาหรือไม่
สิ่งที่ UNOHCHR แนบท้ายแถลงการณ์มาด้วยคือรายละเอียดในมาตรา (ข้อ) 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ระบุว่าบุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก
จากการที่ยูเอ็นฯ มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศ ในแถลงการณ์นี้
หากรัฐบาลไทยยังยืนกรานว่า มาตรา 112 เป็นเหมือนกฎหมายมีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ โดยไม่พิจารณาข้อเรียกร้องจากยูเอ็นฯ ที่เป็นหน่วยงานกลางของโลกให้ถี่ถ้วน
หากเกิดปฏิกิริยาต่อไปจากรัฐบาลชาติประชาธิปไตย ปัจจัยและเงื่อนไขในการรับมือจะยากกว่านี้แน่นอน