FootNote:ความหงุดหงิดภายในเพื่อไทย พลังไปสู่การปรับพัฒนาพรรค
ถามว่าระหว่างคำวิจารณ์กรณีเลือก นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ กับคำวิจารณ์ที่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่อาจก้าวพ้นจากระบบครอบครัว
คำวิจารณ์ใดจะก่อความหงุดหงิดให้เกิดขึ้นภายในพรรคเพื่อไทยได้รุนแรง ล้ำลึก กว้างขวางมากกว่ากัน
หากเปรียบเทียบในแง่ตัวบุคคลน่าจะเป็นในเรื่องครอบครัว
เพราะว่าคนที่ออกมาชำแหละพรรคเพื่อไทยว่า ดำรงอยู่ภยใต้ระบบครอบครัวไม่เพียงแต่มีคุณวุฒิระดับดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายจากฝรั่งเศส หากยังเคยเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย
ขณะที่คนซึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจต่อการเลือก นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร เสมอเป็นเพียงนักต่อสู้บนท้องถนนคนหนึ่งและมีท่าที ทางการเมืองที่สบัดกวัดแกว่งอย่างน่ากังขา
กระนั้น ในความเป็นจริง ไม่ว่าคนแรก ไม่ว่าคนหลังล้วนก่อปฏิบัติการในแบบ”ขว้างงูไม่พ้นคอ”
นั่นก็คือ ในที่สุดงูที่เหวี่ยงออกมาก็ย้อนกลับไปยังคอของตน
คำถามก็คือเหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดความหงุดหงิด ไม่พอใจจากภายในพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างสูง กระทั่งปรากฏปฏิกิริยาออกมาเป็นระยะๆ
คำตอบ 1 เพราะว่าทั้ง 2 คนนี้ล้วนมีความสัมพันธ์อันแนบแน่น ตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย
ถามว่าคนที่เป็นนักวิชาการทางกฎหมาย เคยอยู่พรรคความหวังใหม่และเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มเงาของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย จะไม่รู้ในความเป็นจริงหรือ
เหตุใดเมื่อได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เหตุใดเมื่อได้ตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงได้ยอมรับทั้งๆที่ เป็นบำเหน็จจากพรรคในระบบครอบครัว
เช่นเดียวกับคนที่มีความเห็นต่อกรณี นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยหรือว่าสายสัมพันธ์ในพรรคเป็นเช่นไร
นี่ย่อมนำไปสู่อีกคำตอบ 1 ที่ว่าเมื่อผลประโยชน์ถึงมือคนเหล่านี้ก็พร้อมจะกลืนน้ำลายของตนได้เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ว่าการออกมาวิพากษ์พรรคเพื่อไทย ของบรรดาอดีตพรรคเพื่อไทยจะมีเป้าหมายเฉพาะตนเป็นอย่างไร ความหงุดหงิดย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน แต่ภายในความหงุดหงิดนี้จะมีผลสะเทือนด้านดีหรือไม่
นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนให้โครงสร้างและยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ให้สอดรับกับการเมืองแห่งศตวรรษที่ 21 มากยิ่งขึ้น