คอลัมน์ บทบรรณาธิการ

อย่าทำลายโอกาส – ตัวเลขการส่งออกปี 2563 ที่กระทรวงพาณิชย์เพิ่งเผยแพร่ออกมาเป็นแนวโน้มบวกให้บรรเทาความตึงเครียด

โดยเฉพาะเดือนธ.ค.2563 กลับมาเป็นบวกอีกครั้งในรอบ 8 เดือน และเติบโตสูงสุดในรอบ 22 เดือน ที่ร้อยละ 4.71 มูลค่า 20,082.74 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งปี 2563 มีมูลค่า 231,468.44 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบร้อยละ 6.01% น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะลบร้อยละ 7

ปัจจัยบวกที่กระทรวงพาณิชย์ระบุคือ เศรษฐกิจในภูมิภาคปรับฟื้นตัวดีขึ้นส่งผลโดยตรง ทำให้การส่งออกของไทยให้ฟื้นตัวตามไปด้วย

นอกจากนี้ยังทำให้การส่งออกปี 2564 มีความหวังมากขึ้น

กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกในปี 2564 จะเติบโตที่ 4.0 มาจากปัจจัยบวกที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทยอยใช้ในประเทศต่างๆ

อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศช่วยให้ประเทศคู่ค้ามีกำลังซื้อมากขึ้น

ไทยยังมีหวังเพิ่มขึ้นอีก เมื่อความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าอาเซียน 10 ประเทศกับชาติคู่เจรจา 5 ประเทศ จะมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564

ส่วนปัจจัยใหม่ของปีนี้คือการเปลี่ยนรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา มาเป็นการนำของนายโจ ไบเดน มีแนวโน้มจะหวนไปยึดถือกติกาขององค์การการค้าโลก หรือ WTO

จากการกลับเข้าสู่เวทีโลกของรัฐบาลโจ ไบเดน รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับชาติเอเชีย แม้ทำให้กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าจะเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในสหรัฐ

แต่ต้องไม่ลืมว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลสหรัฐครั้งนี้มีผลมาจากกระแสความต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยในสหรัฐเองและนโยบายที่จะใช้ทั่วโลก สะท้อนจากสุนทรพจน์รับตำแหน่งของนายไบเดนที่เอ่ยถึงประชาธิปไตยเป็นสำคัญ

ฉะนั้น รัฐบาลไทยควรต้องทบทวนและปรับปรุงสิ่งที่เคยทำมา ไม่ว่าการใช้กำลังกับผู้ชุมนุมเยาวชน หรือการบังคับใช้มาตรา 112 อย่างดาษดื่น

แม้เป็นเรื่องภายใน แต่กำลังส่งผลลบและสร้างภาพติดลบในสายตานานาประเทศหรือไม่

เพราะนั่นอาจทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจที่ควรรักษาไว้อย่างยิ่งในเวลานี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน