คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
โลกประณามพม่า – ประธานอาเซียน ซึ่งปัจจุบันคือประเทศบรูไน ออกเอกสารถ้อยแถลง เกี่ยวกับกรณีที่เกิดในเมียนมาว่าอาเซียนคำนึงถึงวัตถุประสงค์และหลักการในกฎบัตรอาเซียน
รวมถึงการยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล การเคารพ ปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จึงสนับสนุนให้เกิดการเจรจา การปรองดอง และการคืนสู่สภาวะปกติ ตามเจตจำนง และผลประโยชน์ของชาวเมียนมา
ส่วนองค์การสหประชาชาติ ประณามการควบคุมตัวนางอองซาน ซูจี ชี้ว่าสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความเสียหายอย่างร้ายแรงที่มีต่อการปฏิรูปประชาธิปไตย
เป็นปฏิกิริยาเชิงลบต่อกองทัพ
ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็ประณามการรัฐประหารครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งควรต้องได้รับความเคารพและกระบวนการประชาธิปไตยต้องได้รับการฟื้นฟู
ผู้นำประเทศสหราชอาณาจักร ประณามเช่นกันว่าการทำรัฐประหารและควบคุมตัวผู้นำรัฐบาล โดยชี้ว่าคะแนนเสียงของประชาชนต้องได้รับความเคารพและผู้นำพลเรือนควรได้รับการปล่อยตัว
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกแถลงอย่างแข็งกร้าวต่อการยึดอำนาจของกองทัพ ระบุการกักขังผู้นำรัฐบาลเดิม การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถือเป็นการทำร้ายการส่งต่ออำนาจทางประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมโดยตรง
อีกทั้งยังเรียกร้องให้นานาชาติร่วมส่งเสียงเป็นหนึ่งเดียว กดดันให้กองทัพสละอำนาจที่ยึดมา รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมคุมขัง ยกเลิกการควบคุมระบบสื่อสาร และหยุดใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
สําหรับรัฐบาลไทย ทั้งรมว.ต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรี ต่างออกความเห็นไปในทางเดียวกัน โดยไม่แสดงจุดยืนที่คัดค้าน อ้างแต่เพียงว่าเป็นตามที่อาเซียนแถลง
ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าที่นายกรัฐมนตรีตลอดจนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่กล้าพูดอะไรมากนักในประเด็นนี้ เพราะกลัวจะเข้าตัว เนื่องจากมีที่ มาของการสืบทอดอำนาจจากการยึดอำนาจเช่นกัน
ที่ผ่านมา ช่วงที่คณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศนั้น ก็มีบทเรียน ถูกนานาชาติและสังคมโลกกดดัน ประณาม บีบคั้น ถูกตัดสิทธิ์ต่างๆ จนแทบไม่มีที่ยืน
แม้แต่ในวันนี้ก็ยังเป็นข้อกังขาว่าเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่จริงหรือไม่