FootNote:รัฐประหาร ของกองทัพ จากพม่า ผลสะเทือน ถึงการเมือง ใน”ไทย”
ไม่ว่าภาพการประท้วงของชาวพม่าในกรุงย่างกุ้ง ในเมืองมัณฑะเลย์ ไม่ว่าภาพการเคลื่อนไหวของชาวพม่า ณ บริเวณหน้าสถานทูตถนนสาทร หรือ ณ บริเวณหน้ากงสุล เชียงใหม่
ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่งก็คือ แม้จะเป็นการประท้วงต่อพฤติกรรมของทหารในพม่า แต่ดำเนินไปอย่างมีลักษณะ “สากล”
เนื้อหาใจกลางอันทำให้กระบวนการในการประท้วงมีน้ำหนักเป็นอย่างสูง นั่นก็คือเป็นการคัดค้านต่อต้านต่อ “รัฐประหาร” ต่อการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของ “กองทัพ”
พฤติการณ์เช่นนี้ของกองทัพในยุคของ นายพลเนวิน ในยุคของ สลอร์ค อาจเป็นเรื่องที่ไม่ปรากฏปฏิกิริยาในเชิง “สากล” มากมายนัก เพราะปากกระบอกปืนได้กดทัพจนต้องจำยอม
แต่ภายหลังจากสถานการณ์นองเลือดเมื่อเดือนสิงหาคม 2531 เป็นต้นมา สายตาของชาวโลกก็จ้องมองบทบาทของกองทัพของทหารในพม่าอย่างเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น
กระทั่งจำเป็นต้องเปิดประเทศและทำโรดแมปไปสู่ประชาธิปไตยไปสู่การเลือกตั้ง
บรรยากาศการเลือกตั้งนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมาได้นำพาพม่าให้เข้าสู่มิติใหม่ในทางสากล ประสานกับพัฒนาการแห่งเทคโนโลยีอันก่อให้เกิดนวัติกรรมใหม่มากมายเกิดขึ้น
ทำให้รัฐประหารอันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมและก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างกว้างขวาง
ยิ่งกว่านั้นรูปแบบของการต่อต้านก็พัฒนาไปอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโทรศัพท์มือถือ ทำให้เกิดการกระจายเข้าไปยังโลกออนไลน์
ผลก็คือรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารได้เริ่มมาตรการ “ชัตดาวน์” ประเทศโดยเริ่มจากปิดสนามบินนานาชาติ และค่อยๆลามไหม้ไปยังปิดอุปกรณ์ในการสื่อสารไม่ว่าโทรศัพท์หรืออินเตอร์เน็ต
ผลก็คือยิ่งทำให้การต่อต้าน”รัฐประหาร”มีความชอบธรรม
เกิดปรากฏการณ์”ชู 3 นิ้ว” ตามมาด้วยปรากฏการณ์”อารยะขัดขืน”ไม่ว่าในหรือนอกประเทศ
กล่าวสำหรับสังคมประเทศไทย พฤติกรรมของกองทัพของทหารในพม่าเท่ากับเป็นการฉายสะท้อนพฤติกรรมของกองทัพของทหารออกมาอย่างเด่นชัด ณ เบื้องหน้าประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557