FootNote:กรอบเวลาปรับครม. คือปัจจัยสะท้อนเอกภาพภายในรัฐบาล
ถามว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องกำหนด กรอบเวลาในการปรับครม. ว่าจะเรียบร้อยประมาณปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน
ทั้งๆที่ยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า การปรับครม.ครั้งนี้จะเป็นการปรับขนาดเล็กและจะไม่มี”คนนอก”เข้ามา
ความหมายของการปรับขนาดเล็ก คือ ปรับเฉพาะ 3 ตำแหน่ง ในกระทรวงศึกษาธิการ ในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในกระทรวงคมนาคม
2 ตำแหน่งแรกเป็นโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ 1 ตำแหน่งหลังเป็นโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งๆที่มีความแจ่มชัดในกรอบของตำแหน่งกรอบของจำนวนที่พ้นไปและที่จะเข้ามาเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องทอดเวลาให้เนิ่นยาวไปจนถึงปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน
ระยะเวลาที่ทอดยาวเกือบ 1 เดือนจึงเป็นเวลาอันไม่เป็นปกติ
สะท้อนให้เห็นว่าที่คิดว่าเรียบร้อยและราบรื่นนั้นมิได้เรียบร้อยและราบรื่นเมื่อลงมือปฏิบัติ
หากนับจากคำพิพากษาอันส่งผลให้ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายถาวร เสนเนียม ต้องถูกจำขัง ณ คุกและต้องพ้นไปจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ
จุดเริ่มต้นคือวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จุดสิ้นสุดคือปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน
เท่ากับต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือนในการปรับครม.
ทั้งๆที่หากทุกอย่างเรียบร้อย สามารถตกลงกันได้ไม่ว่าในพรรค พลังประชารัฐ ไม่ว่าในพรรคประชาธิปัตย์ การปรับครม.เพียง 3 ตำ แหน่งก็ไม่น่าจะทอดเวลาให้เนิ่นยาวออกไปเช่นนี้
เพราะภายในเวลาอันทอดนานย่อมจะมีปัจจัยต่างๆในทางการเมืองอันอาจจะกลายเป็น”ตัวแปร”และทำให้ไม่สามารถจัดการได้อย่างราบรื่นและเรียบร้อยตามความปรารถนา
อุปสรรคและขวากหนามตลอด 2 รายทางต่างหากคือสิ่งที่ไม่มีรัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้นแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้
ไม่ว่าจะมองจากมุมทางด้านการเมือง ไม่ว่าจะมองจากมุมทางด้านการตลาด ไม่ว่าจะมองจากมุมทางด้านการทหาร สรุปได้อย่างรวบรัดว่าต้องการความรวดเร็ว กระชับรัดกุม
ยิ่งปล่อยเวลาให้ทอดยาวไปเนิ่นนาน จะยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีปัญหาไม่สามารถตกลงกันได้ เป็นปัญหาทางด้านเอกภาพเป็นหลัก
คำถามก็คือภายในรัฐบาลยังมีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่