คอลัมน์ ใบตองแห้ง
นับศูนย์ปิดทางสู้ในระบบ – ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกคว่ำอย่างไม่ผิดคาด เพียงแถมฉากซาดิสต์ให้ผู้ชมทางบ้าน จู่ๆ ไพบูลย์ นิติตะวัน เสนอโหวตวาระ 3 กลางอากาศ ทำเอา 3 พรรคร่วมรัฐบาล ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ตั้งหลักไม่ทัน
ประชาธิปัตย์ต้องกัดฟัน จุรินทร์นำโหวตรับร่าง ในฐานะที่ใช้ข้ออ้างแก้รัฐธรรมนูญร่วมรัฐบาลประยุทธ์ แต่ 2 พรรคหลังวอล์กเอาต์ ภูมิใจไทยโวยวาย ฉ้อฉล ศรีธนญชัย ปลิ้นปล้อน ออกมาแถลงจุดยืนที่ฝ่าเท้า ยังไงก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ต้องการโดดเหวฆ่าตัวตาย
ส.ส.ฝ่ายค้านหัวร่อกันกลิ้ง รุมเย้ยหยันขี้ขลาด-ตระบัดสัตย์ ส.ส.พลังประชารัฐก็คิกคักอยู่ข้างหลัง เป็นฉากซาดิสต์ฆ่าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างสะใจ ปากเก่งดัดจริตอยากแก้รัฐธรรมนูญกันดีนัก ไม่พอใจก็เชิญถอนตัวจากรัฐบาล แต่รู้แก่ใจ ไม่กล้าหรอก กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องมาตั้งสองปี
การแก้ไขรัฐธรรมนูญถอยกลับไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ในหนทางที่ตีบตันหนักกว่าเดิม ภายใต้อำนาจที่ยิ่งกระชับเบ็ดเสร็จ ปราบคนรุ่นใหม่อย่างอำมหิต
ภายใต้ “คำชี้แนะ” ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องกลับไปทำประชามติก่อนว่า ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา “ประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” แล้วจึงเป็นหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา ที่จะ “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
ซึ่งโดยความหมาย ไม่ว่าใช้ถ้อยคำหลีกเลี่ยงอย่างไร การทำประชามติครั้งนี้จะเป็นการใช้อำนาจสถาปนาของประชาชน ยกเลิก ลบล้าง ทำลาย รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งสถาปนาโดยรัฐประหาร
กระนั้น คำวินิจฉัยของศาลก็ไม่บอกว่า ถ้าประชามติผ่าน มีผลลบล้างอำนาจสถาปนาโดยรัฐประหารแล้ว จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร จะถือว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ถูกโละไปแล้ว เพียงใช้ชั่วคราว รัฐสภาสามารถกำหนดกระบวนการจัดทำใหม่ ยกร่างเสร็จแล้วไปลงประชามติอีกครั้ง
หรือจะต้องกลับมาใช้รัฐธรรมนูญ 2560 แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 ตั้ง ส.ส.ร. ผ่านวาระสาม แล้วทำประชามติใหม่ เลือก ส.ส.ร.มายกร่างทั้งฉบับยกเว้นหมวด 1 หมวด 2 แล้วจึงกลับมาผ่านสภาแล้วไปทำประชามติอีกที รวมประชามติ 3 ครั้ง
ตรงนี้กระทั่ง ชวน หลีกภัย ยังงง เพราะคำวินิจฉัยไม่บอกไว้ คงให้สภาทำไปแล้วพอ 250 ส.ว.กับ พปชร. ไม่พอใจ ก็ยื่นถามใหม่อีกที
ดังนั้น ต่อให้ประชามติชนะถล่มทลาย แสดงพลังไม่เอารัฐธรรมนูญ 2560 การยกร่างใหม่ก็ยังคลุมเครืออยู่ในสุญญากาศ ภายใต้กำกับศาลรัฐธรรมนูญ
อีกหนทางที่ทำได้ ก็อย่างธนาธร-ปิยบุตร ปลุกประชาชนเข้าชื่อกัน แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โละ 250 ส.ว. ซึ่งไม่ต้องลงประชามติ แต่ต้องให้ ส.ว. 84 คนเห็นชอบด้วย
ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็เป็นได้อย่างเดียวคือต้องมีการเคลื่อนไหวมวลชนขนานใหญ่ เช่นเกิดม็อบใหญ่ทั่วประเทศ กดดัน ส.ว. ให้หน้าบาง
แต่จะเอาม็อบจากไหน ม็อบคนรุ่นใหม่ที่เป็นปรากฏการณ์แห่งปี 2563 เป็นบุคคลแห่งปีของ BBC นิตยสาร Time ก็ถูกจับกุมคุมขัง บางคนอ้างว่าเพราะสุดโต่งไปข้อ 3 แต่ถอยมาเรียกร้องแค่ข้อ 1 ข้อ 2 ก็ไม่มีพลังอยู่ดี
อำนาจที่คุมประเทศนี้ ใช้วิธีเฉยเมย ไม่แยแส เหมือนเรียกร้องเท่าไหร่ก็ชนตึก ได้กลับมาแต่คดีความ ทำให้ท้อ ทำให้เบื่อ จนหมดพลังแล้วบ่อนทำลาย
ว่าที่จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 กว่าจะทำประชามติ กว่าจะเลือก ส.ส.ร. ทั้งช่วยซื้อเวลา ผ่อนสถานการณ์ รัฐบาลคุมได้ กว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ ก็เกือบสองปี 250 ส.ว.โหวตประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกที สบายๆ
แล้วทำไมจู่ๆ 250 ส.ว. กับ พปชร.ไปยื่นศาล จนมาสู่คว่ำวาระสาม แทนที่จะประนีประนอมประคองอำนาจ กลับหักทั้งพรรคฝ่ายค้านพรรคร่วมรัฐบาล เหมือนมองว่าไม่มีน้ำยาทำอะไรได้ ประชาชนก็ปลุกไม่ขึ้น ยิ่งเศรษฐกิจย่ำแย่ ยิ่งตกงาน ล้มละลาย คนไทยยิ่งหวังพึ่งรัฐ ลงทะเบียนคนละครึ่งเราชนะเรารักกันเราผูกพัน หรือหวังถูกลอตเตอรี่ 30 ล้าน
เหมือนอำนาจซาดิสต์ แทนที่จะคิดแบบอดีต ว่ากุมอำนาจได้แล้วเปิดรูระบายบ้าง กลับบดขยี้กดดัน แต่ก็เป็นอย่างนี้มาตลอด 7 ปีรัฐประหาร บีบคั้นปิดกั้นเสรีภาพ แล้วบังคับให้ชินชา
เพราะอำนาจปัจจุบันเป็นอำนาจที่ไม่สามารถปรับตัวให้ประชาชนยอมรับ มีแต่บังคับให้ยอมจำนนเท่านั้น
สองปีหลังเลือกตั้ง รัฐประหารสืบทอดอำนาจยังเปิดพื้นที่ให้การเมืองระบบอุปถัมภ์ นักการเมือง “บ้านใหญ่” ที่ พธม. กปปส.เคยด่าทอสามานย์ เข้ามาเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยปลอม กระทั่งคาดการณ์ได้ว่า เลือกตั้ง 2566 จะชนะถล่มทลาย พรรคฝ่ายค้านหรือพรรครัฐบาลอย่าง ปชป. ยิ่งหมดทางสู้
ด้านหนึ่งใช้อำนาจใช้กฎหมายทำลายพลังต้าน ปิดช่องทางรื้อระบบ ด้านหนึ่งพึ่งการเมืองสามานย์ ทำให้หมดทางชนะด้วยเลือกตั้ง แล้วผู้กุมอำนาจก็ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ต้องแยแสใคร
คำถามคือจะกุมอำนาจไปได้ตลอดหรือไม่ เพราะระบอบอย่างนี้เหมือนบังคับให้คนไม่มีความหวัง ไม่มีทางสู้ในระบบ ไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม็อบก็ถูกจับ ชนะเลือกตั้งก็ยุบพรรค
ถ้าคิดว่าคนจะยอมจำนนตลอดไปก็คงใช่ แต่ถ้าไม่ก็ย่อยยับ